News‎ > ‎

Business Society

ย้ำศักยภาพไทยจุดหมายจัดงานไมซ์ระดับโลก ทีเส็บประกาศพร้อมต้อนรับ IDA 2019ประชุมผู้บริหารวงการประกันภัย-การเงินนานาชาติจากจีน 7,500 คน

posted Aug 7, 2019, 11:53 PM by Suthep Puangmahod

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ ย้ำศักยภาพไทยจุดหมายปลายทางยอดนิยมจัดงานไมซ์ระดับโลก ประกาศความพร้อมต้อนรับงาน 2019 International Dragon Award (IDA) Annual Congress งานประชุมผู้บริหารและตัวแทนระดับสูงของบริษัทประกันและผู้ให้บริการจัดการทางการเงินนานาชาติจากสาธารณรัฐประชาชนจีนและประชาคมชาวจีนในประเทศต่างๆ ระหว่างวันที่ 10-13 สิงหาคมนี้ ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี คาดมีผู้เข้าร่วมงาน 7,500 คน สร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 640 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าเจาะตลาดจีนต่อเนื่อง
นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ ทีเส็บ 
นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ ทีเส็บ กล่าวว่า ทีเส็บมุ่งมั่นเดินหน้าส่งเสริมอุตสาหกรรมไมซ์ของไทย ตามแนวนโยบายประเทศไทย 4.0 ที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำศักยภาพประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการจัดประชุมองค์กรและการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล (Meetings & Incentives) การประชุมนานาชาติ (Conventions) เเละศูนย์กลางการแสดงสินค้านานาชาติ (Exhibitions) ของอาเซียน
ในปี 2562 ทีเส็บได้มีโอกาสต้อนรับงาน 2019 IDA Annual Congress ซึ่งเป็นงานประชุมประจำปีของผู้บริหารและตัวแทนระดับสูงของบริษัทประกันและที่ปรึกษาทางการเงินระดับนานาชาติจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้เข้าร่วมประชุมเป็นมืออาชีพชาวจีนทั้งจากสาธารณรัฐประชาชนจีนและชาวจีนในประเทศต่างๆ อาทิ China Life, Taiwan Life, Allianz, Prudential และ Cathay Life และจะมีการแจกรางวัลสำคัญคือ Dragon Award ให้แก่บริษัทที่มีผลงานและการจัดการดีเด่น ซึ่งเริ่มจัดมาตั้งแต่ปี 2539 ในแต่ละปีมีผู้เข้าร่วมประชุมในงานดังกล่าวประมาณ 7,000 - 8,000 คน และการที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นสถานที่จัดงานดังกล่าวในปี 2562 คาดว่านำรายได้เข้าประเทศประมาณ 560 - 640 ล้านบาท  “IDA Annual Congress เป็นการประชุมนานาชาติที่ยิ่งใหญ่เเละมีความสำคัญต่อเนื่องมากว่า 20 ปี ทีเส็บมีความยินดีและขอบคุณผู้บริหาร IDA ที่เลือกประเทศไทย เป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพด้านการจัดการประชุมนานาชาติขนาดใหญ่ ตลอดจนความนิยมในด้านต่างๆของไทย ขณะเดียวกันมั่นใจว่า จีนยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง เเละทีเส็บจะทำการตลาดด้านไมซ์ในประเทศจีนอย่างต่อเนื่อง ตามแผนการจัดโรดโชว์และการเข้าร่วมงานเทรดโชว์ประเทศจีนในเมืองหลักและเมืองรอง เช่นเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เซินเจิ้น และกวางโจว" นายจิรุตถ์ กล่าว
นายไค ตู ประธานจัดงาน 2019 IDA Annual Congress
ด้านนายไค ตู ประธานจัดงาน 2019 IDA Annual Congress กล่าวว่า “เรามีความยินดีในการเลือกกรุงเทพฯ เป็นจุดหมายปลายทางการจัดงานประชุมประจำปีของเราในปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปีของการก่อตั้ง IDA เมื่อปี 2541 และนับเป็นครั้งที่สองที่งานประชุม IDA ได้มาจัดขึ้นที่ประเทศไทย เราขอขอบคุณทีเส็บสำหรับความช่วยเหลือและการอำนวยความสะดวกในการนำงานนี้มาจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประชุมเกือบ 8,000 คน รวมทั้งผู้บริหารและตัวแทนระดับสูง 300 ท่าน จากบริษัทประกันและที่ปรึกษาทางการเงินระดับนานาชาติกว่า 200 บริษัท จาก 17 ประเทศ ซึ่งจะมาพบปะพูดคุยและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เราหวังว่าตลอดระยะเวลา 4 วันของการจัดงาน ท่ามกลางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม สถานที่ท่องเที่ยวอันหลาหลาย และความเป็นเจ้าบ้านที่ดีของคนไทย จะช่วยสร้างความประทับใจและเสริมประสบการณ์การประชุมในครั้งนี้ให้กับผู้เข้าร่วมประชุม”สถิติภาพรวมจำนวนนักเดินทางกลุ่มไมซ์ที่เข้ามาประเทศไทย ในช่วงปี 2559-2561 เเบ่งเป็น เอเชีย ร้อยละ 82.2 ยุโรป ร้อยละ 9.41 อเมริกา ร้อยละ 3.43 โอเชียเนีย ร้อยละ 2.31 ตะวันออกกลาง ร้อยละ 1.07 และเเอฟริกา ร้อยละ 0.68 โดยที่มาของตลาดหลัก (ตลาดระยะใกล้) ระหว่างปี 2558-2561 พบว่าอันดับหนึ่งคือประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ตามมาด้วยอินเดีย สิงคโปร์ มาเลเซีย เเละญี่ปุ่น โดยในปีที่แล้วมีนักเดินทางไมซ์ชาวจีนเข้ามาไทยเป็นจำนวน 215,098 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 95.57 เมื่อเปรียบเทียบกับตัวเลขปี 2558 ที่มีจำนวน 109,987 คน
ในส่วนของตลาดการประชุมนานาชาติของประเทศไทย ผู้เข้าร่วมประชุมชาวจีนติด 1 ใน 3 ของประเทศที่เดินทางเข้ามาประชุมนานาชาติในประเทศไทยมากที่สุด จากจำนวนนักเดินทางไมซ์ชาวจีนที่เข้ามาไทยทั้งหมด เป็นยอดผู้เดินทางมาร่วมประชุมนานาชาติ (convention delegates) จำนวน 53,789 คนในปี 2561 เพิ่มขึ้นร้อยละ 231 จากจำนวน 16,216 คน ในปี 2558  งานการประชุมนานาชาติจากสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ทีเส็บให้การสนับสนุนในช่วงที่ผ่านมา ได้เเก่ งาน New Normalization’ Assisting the New Pattern of Asia Pacific Economic Development-2015 China International Economic and Trade Regionalization Development Summit ระหว่างวันที่ 19-25 มกราคม 2558 มีผู้เข้าร่วมงาน 200 คน, งาน 3rd Annual World Congress of Smart Materials (WCSM2017) ระหว่างวันที่ 16-18 ตุลาคม 2560 มีผู้เข้าร่วมงาน 600 คน, งาน 14th World Congress of Chinese Medicine (WCCM 2017) ระหว่างวันที่ 21-22 มีนาคม 2560 มีผู้เข้าร่วมงาน 800 คน
“ทีเส็บตั้งเป้ายกระดับประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมการจัดงานด้านไมซ์ ในบทบาทการเป็นผู้ร่วมสร้าง (co-creator) ผู้ร่วมแรง (Partner) ผู้ร่วมมือ (Collaborator) และผู้ร่วมคิด (thought-leader) ภายใต้แบรนด์ใหม่ Thailand Redefine Your Business Events ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางธุรกิจ การร่วมพัฒนาแนวทางสร้างสรรค์ที่ทำให้งานไมซ์ประสบความสำเร็จ การร่วมสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยความสะดวกต่อการจัดงานและการร่วมหาแนวคิดใหม่ๆ สำหรับการจัดงาน นอกเหนือจากการสนับสนุนด้านงบประมาณ การประสานความร่วมมือระหว่างผู้จัดงานจากต่างประเทศกับผู้จัดงานในไทย การให้บริการด้าน MICE Lane service และการตรวจคนเข้าเมืองสำหรับ VIPs ของงาน และเเคมเปญต่างๆ ที่ช่วยกระตุ้นผู้เข้าร่วมงานไมซ์จากนานาชาติให้จับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ขยายระยะเวลาพำนักในประเทศไทย หรือผนวกการเดินทางเพื่อธุรกิจเข้ากับการเดินทางเพื่อการพักผ่อนอย่างมีระดับกับกิจกรรมและประสบการณ์เชิงสันทนาการระดับพรีเมียมที่หลากหลายในประเทศไทย” นายจิรุตถ์ กล่าวสรุป.

SACICT สานต่องาน “SACICT Mobile Gallery 2019” ครั้งที่ 3ชมนิทรรศการถ่ายทอดการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมในอาเซียนพร้อมเปิดประสบการณ์ใหม่ การสืบค้นข้อมูลงานศิลปหัตกรรมบนดิจิทัลแพลตฟอร์ม

posted Aug 5, 2019, 4:44 AM by Suthep Puangmahod   [ updated Aug 5, 2019, 4:51 AM ]

ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICT เชิญชวนชาวไทยร่วมสัมผัสงานหัตถศิลป์จากภูมิปัญญาอันล้ำค่าในงาน “SACICT Mobile Gallery 2019” ภายใต้แนวคิด “Sense of Siam : สืบสานมรดกแห่งภูมิปัญญา สัมผัสงานหัตถศิลป์อันล้ำค่าของแผ่นดิน” ที่จะมา ถ่ายทอดคุณค่าแห่งมรดกภูมิปัญญาของครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ผ่านชิ้นงานหัตถศิลป์และนวัตศิลป์จาก หอนิทรรศการของ SACICT รวมถึงงานศิลปหัตถกรรมที่เชื่อมโยงความร่วมมือในอาเซียน พร้อมเปิดประสบการณ์ใหม่ในการสืบค้นข้อมูลงานศิลปหัตกรรมบนดิจิทัลแพลตฟอร์ม (SACICT Archive) เชิญผู้สนใจร่วมสัมผัสศิลปหัตถกรรม ณ โถงอาคารสำนักงาน ชั้น G อาคารจัตุรัสจามจุรี ระหว่างวันที่ 5 - 9 สิงหาคม 2562 นี้
นางอัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICT เป็นองค์กรของรัฐที่มีบทบาทหน้าที่ในการรวบรวมองค์ความรู้ อนุรักษ์ สืบสาน คุณค่าแห่งหัตถศิลป์ไทย และมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ด้วยการต่อยอดภูมิปัญญาอย่างสร้างสรรค์ สนับสนุนให้งานหัตถศิลป์ไทยมีความร่วมสมัย สามารถประยุกต์เป็นหนึ่งเดียวกับการใช้ชีวิตประจำวันในสังคมไทย ภายใต้แนวคิด Today Life’s Craft ตลอดจนยกระดับคุณค่าแห่งงานหัตถศิลป์ไทย ให้ได้รับการต่อยอดเชิงพาณิชย์สู่ตลาดระดับสากล ภายใต้กลไกการทำงานเชิงรุก และปรากฏผลตอบแทนอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ SACICT จึงได้จัดกิจกรรม “SACICT Mobile Gallery 2019” เป็นการจำลองหอนิทรรศการผลงานศิลปหัตถกรรมของ SACICT ออกสู่สาธารณะ ภายใต้แนวคิด “Sense of Siam : สืบสานมรดกแห่งภูมิปัญญา สัมผัสงานหัตถศิลป์อันล้ำค่าของแผ่นดิน” เพื่อสะท้อนคุณค่าแห่งภูมิปัญญาของ ครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ผ่านงานหัตถศิลป์และนวัตศิลป์หลากรูปแบบซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากสายธารแห่งพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการวางรากฐานงานศิลปาชีพให้เจริญงอกงามทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ รวมถึงผู้ที่สนใจและรักในงานศิลปหัตถกรรมทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ได้สัมผัสองค์ความรู้แห่งภูมิปัญญาไทย มีโอกาสชื่นชมผลงานศิลปหัตถกรรมของ SACICT อย่างใกล้ชิด
โดยงาน “SACICT Mobile Gallery 2019” ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการจัดแสดง 2 ครั้งที่ผ่านมาคือที่ไอคอนสยาม และอาคารนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ซึ่งครั้งนี้นับเป็นการจัดงานครั้งที่ 3 ณ อาคารจัตุรัสจามจุรี ระหว่างวันที่ 5 - 9 สิงหาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 17.00 น. นอกจากมีผลงานนวัตศิลป์ที่ได้รับการสร้างสรรค์จากโครงการต่างๆ ของ SACICT ยังสามารถชื่นชมผลงานการถ่ายทอดทักษะเชิงช่าง และความร่วมมือในระดับภูมิภาคผ่านงานหัตถศิลป์โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมในวัฒนธรรมร่วม (Cross Cultural Crafts) พร้อมทดลองสืบค้นข้อมูลงานศิลปหัตกรรมบนดิจิทัลแพลตฟอร์ม (SACICT Archive) และหนังสือองค์ความรู้ต่างๆ ที่ SACICT รวบรวมมาให้ทุกคนได้ศึกษาในงานนี้อีกด้วย
นางอัมพวัน พิชาลัย กล่าวต่ออีกว่า SACICT ได้ยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านงานศิลปหัตถกรรม (SACICT Arts & Crafts Hub) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่ง SACICT เตรียมเปิดตัว ระบบ SACICT Archive ระบบสืบค้นข้อมูลงานหัตถกรรม หนึ่งกลไกสำคัญในการร่วมรักษาและต่อยอดองค์ความรู้ในงานศิลปหัตถกรรมไทยให้คงอยู่คู่สังคมอย่างยั่งยืน ที่ทาง SACICT มุ่งมั่นดำเนินการมาตลอดระยะเวลาการทำงาน 4 ปี
“SACICT Archive” เป็นการพัฒนารูปการศึกษาค้นคว้าข้อมูลงานศิลปหัตถกรรมบนดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อรวบรวมฐานข้อมูลของงานหัตถศิลป์ งานนวัตศิลป์ ที่ได้รับการออกแบบและสร้างสรรค์โดย ครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม และนักออกแบบ รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลองค์ความรู้จากแหล่งเรียนรู้และชุมชนหัตถกรรม ที่มีคุณค่าต่อการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และอ้างอิงในเชิงประวัติศาสตร์ ตลอดจนสื่อหนังสือและสื่อวีดิทัศน์ที่ SACICT ได้จัดทำเพื่อบริการองค์ความรู้ด้านงานศิลปหัตถกรรมแก่สังคม ให้ประชาชนทั่วไป สามารถสืบค้นข้อมูลได้จากทุกมุมโลก
โดย “SACICT Archive” ให้บริการข้อมูล และองค์ความรู้ใน 5 หมวดหมู่ด้วยกันคือ ครู และทายาทฯ หัตถศิลป์ไทย นวัตศิลป์ไทย ชุมชนหัตถกรรม/พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น และสื่อสิ่งพิมพ์/วีดิทัศน์ เพื่อส่งเสริมให้องค์ความรู้ที่อยู่ในตัวบุคคล ในกระบวนการ และในชิ้นงานศิลปหัตถกรรม เป็นจุดเริ่มต้นของพลังสร้างสรรค์ให้งานศิลปหัตถกรรมไทยได้รับการศึกษา การสร้างคุณค่าแก่ผลงานหัตถศิลป์ คุณค่าทางประวัติศาสตร์ งานออกแบบ งานด้านวิชาการ รวมไปถึงการคิดค้นนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาต่อยอดเชิงพาณิชย์ นับเป็นการนำองค์ความรู้เข้าไปเสริมความแข็งแกร่งแก่งานศิลปหัตถกรรมไทยตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ” SACICT Archive จึงเป็นการวางระบบและฐานข้อมูลตามยุทธศาสตร์ชาติที่ต้องการให้มีการเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูล Big Data ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกในหลากหลายมิติ ทำให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมและสามารถเข้าถึงศิลปหัตถกรรมอย่างรอบด้าน สามารถนำ Data Analytic ไปต่อยอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้สนใจสามารถร่วมสัมผัสกับกิจกรรม SACICT Mobile Gallery 2019 ครั้งที่ 3 จะจัดแสดง ณ อาคารจัตุรัสจามจุรี ระหว่างวันที่ 5 - 9 สิงหาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 17.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.sacict.or.th , Facebook Page : ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) www.facebook.com/sacict และ SACICT Call Center : 1289

เปิดตัว ‘ฮันโนะ-เวชพงศ์’ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ เชี่ยวชาญการดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อมแห่งแรกในประเทศไทยมูลค่าโครงการกว่า 150 ล้านบาท ชูจุดขายดูแลในรูปแบบญี่ปุ่นตั้งเป้าเป็นผู้นำด้านการดูแลผู้สูงวัยในตลาดเมืองไทย

posted Aug 4, 2019, 1:41 AM by Suthep Puangmahod

บริษัท ฮันโนะ-เวชพงศ์ เจริแอทริค เซ็นเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด จัดงาน เปิดตัวศูนย์ดูแลผู้สูงอายุภายใต้ชื่อ “ฮันโนะ-เวชพงศ์” เป็นแห่งแรกในประเทศไทย โครงการมูลค่า 150 ล้านบาท ด้วยตัวอาคาร 6 ชั้น บนพื้นที่กว่า3,000 ตารางเมตร จากความร่วมมือระหว่าง ครอบครัวซาโต้ ผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลผู้สูงอายุฮันโนะ ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงพยาบาลผู้สูงอายุแห่งแรกในประเทศญี่ปุ่น ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ และโรคที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุกว่า 20 ปี กับ บริษัท เวชพงศ์โอสถ จำกัด ที่มีประสบการณ์ด้านสมุนไพรไทยและจีนกว่า 100 ปี ตั้งเป้าก้าวสู่ผู้นำตลาดด้านการดูแลผู้สูงอายุในประเทศไทย
มร.จุนอิชิโร่ ซาโต้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮันโนะ-เวชพงศ์ เจริแอทริค เซ็นเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด
กล่าวถึงความสำคัญของการเปิดศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ฮันโนะ-เวชพงศ์ ว่า ปัจจุบันประเทศไทยเป็นสังคมก้าวเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุ(Aging society) คือมี ประชากรสูงวัยอายุตั้งแต่ 65 ปีเป็นจำนวน 7% ของประชากรทั้งหมด และในปี พ.ศ. 2563 ไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ(Aged society) คือจำนวนผู้สูงวัย มากถึง 14% และปัจจุบันจำนวนผู้มีภาวะสมองเสื่อมในไทยมีเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ จึงเล็งเห็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเร่งส่งเสริม ให้ความรู้ความเข้าใจ และเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง เกี่ยวกับภาวะสมองเสื่อม และวิธีการดูแลผู้สูงอายุที่ถูกต้องสู่สังคมไทย
ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุฮันโนะ-เวชพงศ์ ให้การดูแลผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมด้วยเทคนิควิธีการแบบญี่ปุ่น ด้วยประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในการดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อมที่ยาวนาน การดูแลที่เหมาะสมที่สุด คือการเข้าใจความเป็นมาและกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุ รวมถึงนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับการดูแลแต่ละท่าน ทางศูนย์ฯ ตั้งมั่นอย่างยิ่งที่จะให้บริการด้วย ความเคารพ ให้เกียรติ และดูเเลท่านผู้สูงอายุทุกท่านเสมือนเป็นบุคคลในครอบครัว พร้อมส่งเสริมให้ผู้สูงอายุไทยที่มีภาวะโรคสมองเสื่อมสามารถทำกิจวัตรประจำวัน (Activities of Daily Living) ด้วยตนเองให้ได้มากที่สุด หากท่านผู้สูงอายุสามารถทำกิจกรรมเหล่านี้ได้ด้วยตนเอง จะสร้างความภูมิใจและความมั่นใจให้แก่ตัวท่านในการดำรงชีวิตต่อไปอย่างมีความสุข ด้วยการมุ่งเน้นให้ผู้สูงอายุได้ร่วมกิจกรรม ได้เข้าสังคม มีปฏิสัมพันธ์ต่อผู้อื่น เสมือนสมัยเมื่อวัยหนุ่มสาว เพื่อเป็นการกระตุ้นสมอง ฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายและจิตใจ ด้วยหลักมาตรฐานและการกำกับดูแลจากโรงพยาบาลผู้สูงอายุฮันโนะ ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงการฝึกอบรมทีมงานอย่างสม่ำเสมอ 
วัตถุประสงค์(Mission) “เพื่อให้ไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างผาสุก” มิใช่เพียงเพื่อให้ท่านผู้สูงอายุได้ใช้ชีวิต อย่างมีคุณภาพและมีความสุขเท่านั้น ทั้งนี้ยังหมายรวมถึงการสร้างความสุขและความสัมพันธ์อันดีให้เกิดแก่สมาชิกครอบครัวของท่านผู้สูงอายุด้วย
ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ฮันโนะ-เวชพงศ์ เกิดจากความร่วมมือระหว่าง ‘ครอบครัวซาโต้’ ผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลผู้สูงอายุฮันโนะ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลผู้สูงอายุแห่งแรกในประเทศญี่ปุ่น ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการดูแลรักษาผู้ป่วย ที่มีภาวะสมองเสื่อม เช่น อัลไซเมอร์ รวมไปถึงโรคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุกว่า 20 ปี ร่วมกับ บริษัท เวชพงศ์โอสถ จำกัด ที่มีประสบการณ์ด้านสมุนไพรไทยและจีนกว่า 100 ปี โดยได้ก่อสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุเป็นรูปแบบอาคาร 6 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยรวม 3000 ตารางเมตร ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ใกล้แหล่งอำนวยความสะดวก อาทิ โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า และทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา มีห้องพักรวม 42 ห้อง สามารถรองรับผู้สูงอายุได้ทั้งสิ้น 54 ท่าน ห้องพักจัดเป็น 3 รูปแบบ คือ 
1. Premium room ห้องเตียงเดี่ยวแบบพิเศษ ตำแหน่งห้องใกล้ห้องพยาบาล พร้อมด้วยเตียงไฟฟ้ารุ่นพิเศษ
2. Private room ห้องเตียงเดี่ยว
3. Twin-Bed room ห้องเตียงคู่
การดูแลตลอด 24 ชั่วโมงโดยพยาบาลวิชาชีพ, กิจกรรมฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจโดยนักกายภาพบำบัด และอาหารทุกมื้อ ได้รับการดูแลโดยนักโภชนาการและนักำหนดอาหาร ทั้งนี้ยังนับว่าเป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งแรกในไทย ที่มีบ่อน้ำอุ่นออนเซ็นให้บริการแก่ผู้สูงอายุ เพราะนอกจากเพื่อสำหรับการผ่อนคลายแล้ว การแช่ออนเซ็นยังช่วยในการไหลเวียนของเลือด ช่วยให้เลือดส่งไปเลี้ยงสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
พร้อมกันนี้ยังให้ความสำคัญในทุกขั้นตอนของการเลือกวัสดุอุปกรณ์สำหรับสถานที่พักอาศัย ขนาดทางเดิน และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ได้ถูกออกเเบบเพื่อผู้สูงอายุโดยเฉพาะ โดยใช้หลักมาตรฐานของโรงพยาบาลผู้สูงอายุฮันโนะของประเทศญี่ปุ่นที่เน้นหลักการป้องกันและลดความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุ ด้วยการใช้วัสดุหนาพิเศษ มีขนาดความหนา 5 มิลลิเมตร ในการปูพื้นห้องเพื่อช่วยในการผ่อนแรงกระแทกหากเกิดการหกล้ม พร้อมเลือกใช้เตียงนอนไฟฟ้าแบบมาตรฐานที่เหมาะสำหรับการพยาบาล ด้วยการออกแบบตัวตึกภายใน ทางเดินเสมือนรูปโดนัท เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถเดินได้รอบโดยไม่เกิดความสับสน หรือความกังวล ที่ส่งผลกระทบต่อระบบประสาท
นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัย อาทิ ระบบเรียกพยาบาลประจำห้อง, ระบบแจ้งเมื่อผู้สูงอายุลุกจากเตียง, ระบบกล้อง CCTV และหน่วยรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง โดยในปี 2019 ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุฮันโนะ-เวชพงศ์ได้ตั้งเป้าไว้ว่าจะรับผู้สูงอายุเข้าพักอาศัยเต็มจำนวน 54 ท่าน รวมไปถึงผู้สูงอายุที่มาในรูปแบบ Day Care (แบบไปเช้า – เย็นกลับ) ที่คาดว่าจะมีผู้สนใจเข้าใช้บริการจำนวน 30 ท่านต่อวัน ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้โดยประมาณ 10 ล้านบาทในปีเเรก มร.จุนอิชิโร่ ซาโต้ กล่าวปิดท้าย
ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ฮันโนะ-เวชพงศ์ มีบริการ กิจกรรมสันทนาการกระตุ้นสมอง แบบ ไปเช้า-เย็นกลับ (Day Care) ช่วยในการฝึกพัฒนา กระตุ้นสมอง และ ส่งเสริมให้ท่านผู้สูงอายุได้เข้าสังคม สำหรับผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม Day Care สามารถเข้าร่วมได้ตั้งแต่เวลา 09:00-17:00 น. ทุกวันจันทร์ ถึง วันเสาร์ ราคา 1,900 บาท* สามารถสะสมแต้มคะแนนการเข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 10 ครั้ง เพื่อรับสิทธิ์การเข้าร่วมกิจกรรมครั้งที่ 11 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ราคานี้รวมกิจกรรมการแช่ออนเซ็น (เงื่อนไขเป็นไปตามที่ศูนย์ฯกำหนด) หมดเขต 30 กันยายน 2562 สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 02-026-6218 และwww.hvgc.co.th

ทีเส็บ เผยผลศึกษาชี้ไทยพร้อมจัด ‘แอร์โชว์’ งานแสดงนวัตกรรมอากาศยานระดับโลกผลการศึกษาโดย Farnborough International และ Industry Hearing ระดับประเทศ ชูศักยภาพไทยเป็นศูนย์กลางการบินแห่งภูมิภาค ขานรับนโยบาย 4.0

posted Aug 1, 2019, 12:33 AM by Suthep Puangmahod

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ เผยผลการศึกษาความเป็นไปได้และผลจาก Industry Hearing ระบุศักยภาพประเทศไทยพร้อมจัดงาน ‘แอร์โชว์’ งานแสดงนวัตกรรมอากาศยานระดับโลก สอดคล้องนโยบาย 4.0 โดยการดึงงานใหญ่ระดับโลกมาจัดขึ้นในประเทศไทย สนับสนุนสร้างโอกาสธุรกิจใน 12 อุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมการบิน
ทีเส็บได้ดำเนินการให้ Farnborough International จากสหราชอาณาจักร เป็นผู้ศึกษาความเป็นไปได้ของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดงานแอร์โชว์นานาชาติ (Thailand International Airshow feasibility study) และดำเนินการจัดทำ Industry Hearing กับผู้มีส่วนได้เสียของประเทศไทยในอุตสาหกรรมการบินเพื่อศึกษาศักยภาพของประเทศไทยในการจัดงาน Thailand International Airshow ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระยอง–พัทยา ภายในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)
นางนิชาภา ยศวีร์ รองผู้อำนวยการ ทีเส็บ สายงานธุรกิจ
กล่าวว่า “ทีเส็บได้ดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดงานแอร์โชว์นานาชาติประเทศไทยเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว โดยครอบคุลมเนื้อหาในด้านต่างๆ คือ ภาพรวมการจัดงานแอร์โชว์ทั่วโลก ศักยภาพของตลาดในระดับภูมิภาค โครงการอีอีซีของประเทศไทย และโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาล ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งผลการศึกษานี้ยังได้กลั่นกรองและให้ข้อเสนอแนะสำหรับประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดงานแอร์โชว์ รวมทั้งการคาดการณ์ผลทางเศรษฐกิจ”
ในระดับประเทศ ทีเส็บยังได้ดำเนินการจัดทำ Industry Hearing กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทยทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อกลั่นกรองและประมวลอย่างเป็นระบบถึงศักยภาพและจุดแข็งของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพการจัดงานแอร์โชว์นานาชาติ รวมถึงการคาดการณ์ผลทางเศรษฐกิจอันจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการจัดงานนี้
นอกเหนือจากการศึกษาความเป็นไปได้และผลจาก Industry Hearing ทีเส็บยังได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การจัดงานแอร์โชว์ในหลายๆประเทศในช่วงปีที่ผ่านมา อาทิ งาน Farnborough International Airshow ประจำปี 2561 ณ สหราชอาณาจักร และในปี 2562 นี้ ได้เข้าร่วมงาน Bahrain International Airshow ณ ประเทศบาห์เรน และงาน Paris Air Show ณ ประเทศฝรั่งเศส เพื่อศึกษาแนวทางการจัดงานขึ้นที่ประเทศไทย
รองผู้อำนวยการทีเส็บกล่าวต่อว่า การวางแผนและเตรียมการจัดงานแอร์โชว์นานาชาติประจำประเทศไทยนี้ ตอกย้ำบทบาทของทีเส็บในฐานะองค์กรที่เป็นผู้ร่วมแรง ผู้ร่วมสร้าง ผู้ร่วมมือ ผู้ร่วมคิด เพื่อความสำเร็จของอุตสาหกรรมไมซ์ ภายใต้แบรนด์ทางการตลาด ‘Thailand Redefine Your Business Events’ ซึ่งมุ่งดึงงานด้านไมซ์ระดับโลกมาจัดขึ้นที่ประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการสร้างโอกาสทางธุรกิจโดยเฉพาะใน 12 อุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ขานรับนโยบาย 4.0
“อุตสาหกรรมการบินเป็นอุตสาหกรรมหลักภายใต้เป้าหมายของรัฐบาลไทย ในการยกระดับให้ประเทศไทยเป็น Aerotropolis คือทั้งเป็นศูนย์กลางการบินแห่งภูมิภาค และศูนย์กลางการซ่อมบำรุงอากาศยานและโลจิสติกส์แห่งใหม่ในภูมิภาคอาเซียน สอดคล้องกับแผนการพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภาในเขตอีอีซี”
ในปี 2561 ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิและดอนเมืองมีเที่ยวบินเข้า-ออกรวมกันทั้งสิ้น 634,011 เที่ยวบิน เติบโตร้อยละ 5.79 เมื่อเทียบกับปี 2560 และมีจำนวนผู้โดยสาร 103,378,371 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.39 ซึ่งทางสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association หรือ IATA) คาดการณ์ประเทศไทยเป็น 1 ใน 10 อันดับประเทศที่มีการจราจรทางอากาศสูงที่สุดในโลกในอีก 20 ปีข้างหน้า
รัฐบาลจึงกำหนดให้มีการพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภา เพื่อให้เป็นท่าอากาศยานนานาชาติหลักแห่งที่สามของประเทศไทย และสอดคล้องกับโครงการอีอีซี ที่มีการเชื่อมโยงด้วยโครงข่ายการเดินทาง รวมถึง โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมท่าอากาศยานดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา แบบไร้รอยต่อ คาดเปิดใช้บริการได้ในปี 2566 และเสริมแกร่งให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินแห่งภูมิภาค ทั้งในด้านศักยภาพในการรองรับผู้โดยสารจำนวนมาก และสามารถรองรับอุตสาหกรรมต่อเนื่องการบิน

นิโอ ทาร์เก็ต จับมือ อินฟลูเอ็นเชี่ยล แบรนด์ เตรียมจัด “2019 Asia CEO Summit & Influential Brands Awards Ceremony” พร้อมเปิดตัวรางวัลใหม่ Top Employer Brand Awards

posted Jul 25, 2019, 6:38 AM by Suthep Puangmahod

เมื่อเร็วๆ นี้ ณ โรงแรมเอส 31 สุขุมวิท นางวรรณี ลีลาเวชบุตร (แถวนั่งที่ 4 จากซ้าย) ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิโอ ทาร์เก็ต จำกัด และ มร. จอร์จ โรดิกัส (แถวนั่งที่ 3 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินฟลูเอ็นเชี่ยล แบรนด์ ประเทศสิงคโปร์ ร่วมจัดงานให้ข้อมูลและเกณฑ์การตัดสินรางวัล Top Employer Brand Awards ซึ่งเป็นรางวัลสำหรับองค์กรที่มีความเป็นเลิศด้านวัฒนธรรมองค์กรที่ดี และให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของพนักงาน โดยรางวัลนี้เป็น 1 ใน 6 ประเภทรางวัลที่จะมีพิธีมอบในงานประกาศรางวัลสุดยอดแบรนด์ชั้นนำแห่งเอเชียครั้งที่ 7 ภายใต้ชื่อ “2019 Asia CEO Summit & Influential Brands Awards Ceremony” ซึ่งปีนี้เป็นครั้งแรกที่จะจัดขึ้นที่ประเทศไทยเพียงแห่งเดียว โดยมีองค์กรและแบรนด์ที่มีชื่อเสียงจากหลากหลายประเทศในทวีปเอเชียเตรียมตบเท้าเข้าร่วมงาน พร้อมรับมอบรางวัลสุดยิ่งใหญ่ 6 ประเภท ได้แก่ Influential Brands, Outstanding Brands, Top CEO, Influential Women และสองรางวัลใหม่ Top Employer Brands และ Top Corporate Reputation ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 19 พฤศจิกายนนี้

บีเอสเอช นำเครื่องใช้ไฟฟ้า “บ๊อช” ร่วมกิจกรรมปรุงอาหารเมนูพิเศษในงาน PowerMall Electronica Showcase 2019

posted Jul 23, 2019, 3:04 AM by Suthep Puangmahod

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายประชา เวียงเพิ่ม ผู้อำนวยการฝ่ายขายปลีก บริษัท บีเอสเอช โฮม แอ็พพลายแอ็นซ์ ประเทศไทย (ที่4จากซ้าย) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ BSH Hausgeräte จากประเทศเยอรมนี, ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านรายใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ให้การต้อนรับ คุณพิมพ์ใจ ธิติชาญกุล ผู้จัดการใหญ่บริหารสินค้า บริษัท เดอะมอลล์กรุ๊ป จำกัด (ที่2จากซ้าย) เนื่องในโอกาสร่วมกิจกรรมปรุงอาหารเมนูพิเศษ Grilled chicken Margherita with Pesto sauce กับ executive chef จาก Organic supply ที่บูธ Bosch ภายในงาน PowerMall Electronica Showcase 2019 โซน PowerMall ซึ่งสร้างสีสันให้กับลูกค้าที่เข้าร่วมงานได้เป็นอย่างดี ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน
สามารถติดตามข่าวสารได้ที่ www.facebook.com/BoschHomeThailand หรือ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.bosch-home.in.th

เปิดฉากงาน Thailand Industry Expo 2019 อย่างยิ่งใหญ่ ชูแนวคิด “Synergy for Success” สานพลัง ร่วมใจ วิวัฒน์อุตสาหกรรมสู่อนาคต

posted Jul 21, 2019, 6:39 PM by Suthep Puangmahod

กระทรวงอุตสาหกรรมจับมือหน่วยงานพันธมิตรจากภาครัฐและภาคเอกชน เปิดฉากงาน “Thailand Industry Expo 2019” ครั้งที่ 6 อย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “Synergy for Success” สานพลัง ร่วมใจ วิวัฒน์อุตสาหกรรมสู่อนาคต เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองการเปลี่ยนแปลงการขับเคลื่อนโดยภาครัฐสู่การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการสรรค์สร้างโอกาสและความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมไทยในมิติต่าง ๆ รวมทั้งการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวสู่การเป็น “ประเทศไทย 4.0” หรือ “Thailand 4.0” 
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวตอนหนึ่งในพิธีเปิดงาน “Thailand Industry Expo 2019” ว่า ประเทศไทยกำลังปรับตัวเข้าสู่ยุค "Thailand 4.0" ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่เน้นการสร้างมูลค่า (Value-Based Economy) และการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation-Driven Economy) โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การพัฒนาบุคลากรของประเทศให้มีทักษะความรู้ความสามารถในวิทยาการสมัยใหม่และเตรียมพร้อมต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม รัฐบาลจึงให้ความสำคัญต่อการเข้ามามีบทบาทของเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งภาคอุตสาหกรรมก็เช่นกัน ต้องช่วยกันพัฒนาตามโมเดลประเทศไทย 4.0 มุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาความเชื่อมโยงของดิจิทัลกับอุปกรณ์ เครื่องจักร และแรงงานในระบบการผลิตผ่านอินเตอร์เน็ตออฟธิงส์ (IOT) การพัฒนาฐานข้อมูล (Big Data) การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ที่ทันสมัย เพื่อช่วยในการบริหารจัดการ รวมถึงการนำระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยในกระบวนการผลิต ซึ่งผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมไทย ทั้งภาคการผลิต ภาคการบริการ และภาคการค้า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเริ่มปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่โลกยุคดิจิทัล
อย่างเต็มรูปแบบ
ดังนั้น การขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้โมเดลประเทศไทย 4.0 จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเพื่อการก้าวไปข้างหน้า เปลี่ยนมุมมองการขับเคลื่อนโดยภาครัฐสู่การบูรณาการความร่วมมือในการสรรค์สร้างโอกาสและความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ซึ่งตรงกับแนวคิดของการจัดงานครั้งนี้ คือ “Synergy for Success สานพลัง ร่วมใจ วิวัฒน์อุตสาหกรรมสู่อนาคต” โดยเชื่อมั่นว่าผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรอุตสาหกรรมจะสามารถพัฒนาจาก Small & Medium Enterprises เป็น Smart Enterprises และจะเป็นแม่ทัพขับเคลื่อนเศรษฐกิจในการสร้างความสามารถในการแข่งขันเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดและการกระจายรายได้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ตลอดจนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวสู่การเป็น “ประเทศไทย 4.0” หรือ “Thailand 4.0”
สำหรับการจัดงาน Thailand Industry Expo 2019 แบ่งพื้นที่ตามโซนต่าง ๆ ได้แก่
1. นิทรรศการเทิดพระเกียรติฯ หรือ Royal Pavilion เป็นการจัดแสดงเนื้อหาเกี่ยวกับ
พระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี
ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคล พระราชพิธีบรมราชาภิเษก
2. นิทรรศการกระทรวงอุตสาหกรรม หรือ TI Pavilion: Synergy for Success
เป็นการต่อยอดจากการจัดงานปีที่แล้ว โดยในปีนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้สานต่อนโยบายเพื่อสนับสนุน
กลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ และผลักดันให้เกิดความร่วมมือเชิงรูปธรรมเพื่อให้ผู้ประกอบการพัฒนาสู่ Industry 4.0
3. พื้นที่ ITC Showcase เป็นการจำลองพื้นที่การทำงานของศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 (Industry Transformation Center 4.0: ITC 4.0) โดยปัจจุบันมีทั้งหมด 105 แห่ง ซึ่งภายในงานจะ
มีการจัดแสดงนิทรรศการการให้บริการของศูนย์ดังกล่าวจากทั่วประเทศ
4. พื้นที่ CIV Pavilion (Creative Industry Village: CIV) เป็นการจัดแสดงหมู่บ้านร้อยเรื่องเล่า...
วิถีชุมชน เพื่อสื่อให้เห็นถึงการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ หรือหมู่บ้าน CIV แบบบูรณาการ โดยจะนำเสนอ Showcase หมู่บ้าน CIV จากทั้ง 4 ภูมิภาค
5. พื้นที่ International Collaboration เป็นพื้นที่แสดงถึงศักยภาพและพลังของความร่วมมือกับประเทศในกลุ่มอาเซียน และแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมกับหน่วยงาน
ส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมในต่างประเทศ
6. พื้นที่ Thai Entrepreneur Market เป็นโซนจัดแสดงผลงานของผู้ประกอบการไทยรุ่นใหม่
ที่มีผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม มีการออกแบบอย่างสร้างสรรค์และน่าสนใจ ตลอดจนผลงานที่ผ่านการดีไซน์จาก
ศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Thailand Industrial Design Center: Thai-IDC)
7. พื้นที่ Digital Transformation Pavilion เป็นการจัดแสดงถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ใน
ทุกกระบวนการของธุรกิจ ตั้งแต่การวางรากฐาน การกำหนดเป้าหมาย การดำเนินธุรกิจ และส่งต่อคุณค่าให้แก่ผู้บริโภค
8. พื้นที่การแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการรายใหญ่ระดับ Big Brothers
และผู้ประกอบการพรีเมียมรายย่อย รวมทั้งผู้ประกอบการรุ่นใหม่มากมายกว่า 400 ราย ที่ผ่านการคัดสรรแล้ว
สำหรับการจัดงานครั้งนี้ ยังเป็นการผนึกความร่วมมือหลายภาคส่วนมาร่วมแสดงศักยภาพ ได้แก่ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จํากัด บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จํากัด (มหาชน) บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จํากัด บริษัท โตโยตา มอเตอร ประเทศไทย จํากัด บริษัท ฮอนดา ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จํากัด บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอรส (ประเทศไทย) จํากัด บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) และค่ายรถยนต์ชั้นนำต่าง ๆ ที่มารวมพลังเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลง ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ ของภาคอุตสาหกรรมไทยในยุค 4.0 รวมทั้งยังมีสถาบันการเงินต่าง ๆ มาร่วมให้บริการภายในงานครั้งนี้ อาทิ ธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จํากัด (มหาชน) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย มานำเสนอแพ็กเกจการส่งเสริมและช่วยเหลือผู้ประกอบการให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ลดข้อจำกัด หลักเกณฑ์ หรือเงื่อนไขบางประการ เพื่อให้สะดวกต่อการพัฒนาธุรกิจ รวมทั้งการจัดกิจกรรมสัมมนาในหัวข้อที่น่าสนใจเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการและผู้สนใจ จากกูรูชื่อดัง ทั้งจากองค์กรภาครัฐและเอกชนกว่า 40 หัวข้อ และกิจกรรม workshop เพื่อเสริมสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการไทยตระหนักถึงแนวคิดทางธุรกิจที่สามารถตอบสนองความต้องการ
ของคนรุ่นปัจจุบัน เพื่อที่จะสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนกิจกรรมบันเทิงต่าง ๆ อาทิ
Maker Society และคอนเสิร์ตจากหลากหลายศิลปิน
ทั้งนี้ คาดว่าการจัดงานดังกล่าวจะเป็นโอกาสที่ดีต่อผู้ประกอบการ SMEs ที่จะเห็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการประกอบธุรกิจ รวมถึงการหาแรงบันดาลใจ หาองค์ความรู้หาแหล่งเงินทุน ตลอดจนการสร้างเครือข่ายภายในงาน รวมถึงเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจเริ่มต้นธุรกิจผู้ที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ และประชาชนทั่วไป โดยคาดว่าตลอดการจัดงานทั้ง 5 วันในปีนี้ จะมีผู้เข้าร่วมชมงานไม่ต่ำกว่า 200,000 คน และขอเชิญชวนประชาชนที่สนใจมาสานพลัง ร่วมใจ วิวัฒน์อุตสาหกรรมสู่อนาคตระหว่างวันที่ 17 – 21 กรกฎาคมนี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2 - 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

เปิดเทคโนโลยีสุดล้ำ ในงาน HPE Discover More Bangkok เมื่อผู้นำเทคโนโลยีระดับโลกพร้อมร่วมสร้าง “ไทยแลนด์ 4.0”

posted Jul 18, 2019, 6:10 PM by Suthep Puangmahod

(จากซ้าย) นายสุรชัย อรรถมงคลชัย ผู้จัดการธุรกิจไฮบริดไอที, นายพลาศิลป์ วิชิวานิเวศน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) และ รศ.ดร. ชิต เหล่าวัฒนา
[กรุงเทพฯ ประเทศไทย] 18 ก.ค. 2562 - บริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) (Hewlett Packard Enterprise: HPE) นำทัพเทคโนโลยีสุดล้ำมาเยือนเมืองไทย ภายใต้งานโชว์เคสโซลูชั่นระดับโลก “HPE Discover More Bangkok” เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งในงานนี้ นอกจาก HPE จะได้โอกาสอัพเดทเทคโนโลยีเอ็นเตอร์ไพรส์ที่ตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรในระดับต่างๆ ในยุคดิจิทัล ทรานสฟอร์เมชั่นแล้ว ยังได้รับเกียรติจากแขกรับเชิญผู้ทรงคุณวุฒิอย่าง รศ.ดร. ชิต เหล่าวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ด้านการพัฒนาการศึกษาบุคลากรและเทคโนโลยี คณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากร สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor Human Development Center: EEC HDC) และผู้ก่อตั้งสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น “บิดาแห่งวิทยาการหุ่นยนต์ไทย” ที่ได้มาร่วมเปิดเผยถึงหนึ่งในปัจจัยการขับเคลื่อนโครงการออกแบบระบบควบคุมเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ผ่านเทคโนโลยี AI และการจัดการข้อมูล Big Data ที่ได้ HPE เป็นพันธมิตรอีกด้วย
คุณพลาศิลป์ วิชิวานิเวศน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ด้วยวิสัยทัศน์ของเราในการมุ่งมั่นที่จะเข้ามาช่วยสร้างสมดุลย์ของการใช้ชีวิตและการทำงานที่ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยี ผ่านการเข้าไปมีส่วนช่วยให้องค์กรและธุรกิจประสบความสำเร็จในการปฏิรูปในยุคดิจิทัล เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของคนในการใช้ชีวิตในการทำงาน และผลประกอบการในเชิงธุรกิจไปพร้อมๆ กัน เราจึงจัดงาน HPE Discover More Bangkok ภายใต้แนวคิด “Accelerating Next” เพื่อพาองค์กรและธุรกิจไปสู่โจทย์ใหม่ในการลงทุนด้านระบบโครงสร้างไอที (IT Infrastructure) ตามแนวโน้มใหม่ของยุค Edge to Cloud โดยอนาคตจะตกเป็นของผู้ที่เปลี่ยนแปลงได้เร็วที่สุด และนวัตกรรมก็จะเป็นหัวใจสำคัญสู่ความสำเร็จ”
“ทั้งนี้ ในแง่ของความร่วมมือในการพัฒนาประเทศตามแผนแม่บทไทยแลนด์ 4.0 ทาง HPE Thailand เล็งเห็นความสำคัญของการทำวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ภายในประเทศ ตลอดจนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับการเติบโตของความต้องการเทคโนโลยี AI และ Big Data จึงร่วมมือกับสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในการพัฒนางานวิจัยเพื่อตอบสนองความต้องการเทคโนโลยี AI ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) โดยความร่วมมือนี้นอกจากจะนำไปสู่การผลิตบัณฑิตระดับปริญญาตรี โท เอก และนักวิจัยที่มีศักยภาพในการสร้างระบบ AI ที่ประยุกต์ใช้งานได้จริงแล้ว ยังมีความจำเป็นอย่างมากในการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งถูกวางไว้เป็น Smart City และ Digital Hub ในภูมิภาค ทั้งนี้ บริษัทฯ จะทำการสนับสนุนเทคโนโลยีชั้นสูงในการประมวลผลข้อมูล มีความปลอดภัยสูง ทันสมัยและทรงประสิทธิภาพมากสำหรับงาน เช่น AI และ Deep Learning และในอนาคตยังจะมีแนวทางในการขยายภาคความร่วมมือเพิ่มเติมทั้งด้านหลักสูตรร่วมกับคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ และศูนย์เคเอกซ์ (KX Knowledge Exchange for Innovation by Kmutt) มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี อีกด้วย”
รศ.ดร. ชิต เหล่าวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ด้านการพัฒนาการศึกษาบุคลากรและเทคโนโลยี คณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากร สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor Human Development Center: EEC HDC) และผู้ก่อตั้งสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า “AI และ Big Data เป็นหัวใจสำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (Industry 4.0) ทั้งยังเป็นตัวขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของทุกประเทศทั่วโลก ดังนั้น ประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนา AI และ Big Data เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมในประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเชิงเศรษฐกิจให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ถือเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะที่กำลังจะเกิดขึ้นในพื้นที่ EEC โดยความร่วมมือกับ HPE ในครั้งนี้ถือเป็นส่วนสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาทั้งในส่วนของระบบไอทีขั้นสูง และการพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในด้าน AI และ Big Data อีกด้วย”
ในแง่ของเทรนด์ในการก้าวสู่ยุค Edge to Cloud และไฮบริดไอทีซึ่งกำลังเป็นประเด็นในวงการเทคโนโลยีเอ็นเตอร์ไพรส์ คุณสุรชัย อรรถมงคลชัย ผู้จัดการธุรกิจไฮบริดไอที บริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ด้วยหลักการของ Edge to Cloud ที่ตั้งอยู่บนหลักของการประมวลผลแบบไม่รวมศูนย์ (Distributed) เรามองว่า ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นไป คำว่า Edge หรืออุปกรณ์ปลายทางจะมีความสำคัญขึ้นมากอย่างมีนัยยะ ด้วยการประมวลผลที่ทรงประสิทธิภาพและรวดเร็ว ได้ข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์ทันต่อการตัดสินใจก่อนที่จะเชื่อมต่อและส่งการประมวลผลกลับเข้าสู่คลาวด์ โดยที่ผ่านมา HPE ได้วางจุดยืนของเราอย่างชัดเจนในเรื่อง Edge to Cloud โดยเราได้มีการวางแผนการลงทุนราว 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยีและการให้บริการในระยะ 4 ปีข้างหน้านี้ โดยการลงทุนมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถนำข้อมูลจากอุปกรณ์ปลายทางไปสู่คลาวด์ ทั้งนี้ ข้อมูลเหล่านี้ล้วนสามารถนำมาวิเคราะห์กลั่นกรองนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางธุรกิจ สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้แก่ผู้ใช้งาน ด้วยการใช้ AI และ Machine Learning ในการเปลี่ยนแปลงและตอบสนองการบริการได้อย่าง Real Time ด้วย เช่น Smart Hospital หรือ Autonomous Car เป็นต้น”
- รศ.ดร. ชิต เหล่าวัฒนา_Assoc. Prof. Dr.Djitt Laowattana
“นอกจากนี้ จากสภาพแวดล้อมของการปรับตัวทางธุรกิจในยุคดิจิทัลทรานสฟอร์มเมชั่น ทำให้ HPE มองเห็นประเด็นสำคัญด้านความต้องการของระบบไอที โดยเรามองว่า โครงสร้างพื้นฐานแบบผสมผสาน หรือไฮบริดไอที (Hybrid IT) เป็นคำตอบสำหรับการพัฒนาและการแข่งขัน ที่หลายๆ องค์กรกำลังพยายามหา ด้วยส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างพับบลิคคลาวด์ (Public Cloud) ไพรเวทคลาวด์ (Private Cloud) และระบบแทรดดิชั่นแนล ไอที (Traditional IT) ส่วนผสมตรงนี้จะเป็นสิ่งที่ตัดสินว่าคุณสามารถที่จะตอบสนองความต้องการของธุรกิจได้ขนาดไหน และมีความรวดเร็วในการตอบสนองโจทย์ของธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งทาง HPE มีความพร้อม เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องเทคโนโลยีที่สามารถนำเอาการใช้ไฮบริดไอทีมาช่วยเป็นเครื่องมือในการดำเนินการธุรกิจของลูกค้า”
นอกจากนี้ ภายในงาน HPE Discover More Bangkok ยังได้นำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นใหม่ๆ เช่น
• HPE Primera ซึ่งเป็น All Flash Storage รุ่นใหม่ที่รองรับ NVMe และ Storage-Class Memory (SCM) เป็นหลัก พร้อมสนับสนุนการใช้งานและเพิ่มความทนทานด้วย AI อีกทั้งยังมาพร้อมกับ 100% Availability Guarantee และความสามารถในการอัปเกรดระบบได้เรื่อยๆ โดยไม่มีวันตกรุ่น โดยสามารถทำงานร่วมกับ HPE InfoSight ที่สามารถช่วยตรวจสอบการใช้งานแอพพลิเคชั่นต่างๆ ภายในระบบ Storage และทำนายโอกาสที่จะเกิดความผิดปกติขึ้นในระบบล่วงหน้าอีกด้วย
• HPE SimpliVity ที่พร้อมเพิ่มขีดความสามารถด้วยการใช้งานร่วมกับ HPE InfoSight ทำให้สามารถนำ Artificial Intelligence for Operations (AIOps) มาใช้กับ HPE SimpliVity ทั้งหมด เพื่อวิเคราะห์การทำงาน ทำนายปัญหา ประเมินการเติบโต ช่วยให้การดูแลรักษา Data Center เป็นไปได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น
• HPE GreenLake บริการด้านฮาร์ดแวร์ โซลูชั่น และควบคุมค่าใช้จ่ายเป็นรายเดือนในรูปแบบของคลาวด์ตามการใช้งานจริง ในรูปแบบ “Consumption as a Service” ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ที่ช่วยให้องค์กรประหยัดค่าใช้จ่ายและเกิดความคล่องตัวทางการเงินได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ HPE GreenLake ยังเปิดโอกาสให้องค์กรสามารถเลือกใช้เทคโนโลยีของฮาร์ดแวร์ได้อย่างที่ต้องการ หรือจะใช้ในรูปแบบของเทคโนโลยี HPE Solution ที่ผสมผสานทั้ง ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์และเซอรวิส โดยคิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริงแบบรายเดือน (Consumption-based model) อีกทั้งมีการติดตั้งใช้งานของอุปกรณ์ภายในดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องการแบบ On premise อีกด้วย
- สุรชัย อรรถมงคลชัย ผู้จัดการธุรกิจไฮบริดไอที บริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย)
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าชมได้ที่ http://www.hpe.com

ทีเส็บ สายงานธุรกิจ ยกระดับประเทศไทย สู่ศูนย์กลางการแสดงสินค้านานาชาติแห่งอาเซียน ดึงงานใหม่จัดใหญ่สูงสุดเป็นประวัติการณ์

posted Jul 10, 2019, 4:36 AM by Suthep Puangmahod

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ สายงานธุรกิจ ยกระดับประเทศไทย ขึ้นแท่นศูนย์กลางการแสดงสินค้านานาชาติแห่งอาเซียน แรงหนุนนโยบาย 4.0 และ EEC ปีนี้จัดเต็มงานใหม่ 17 งานสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เจาะ 10 หมวดอุตสาหกรรมหลัก ใช้กลยุทธ์รอบด้านดึงผู้ออกงานและ trade visitor จากต่างประเทศเจรจาซื้อขายในงานที่ไทย สนับสนุนความร่วมมือผู้จัดงานทั้งในและต่างประเทศเพื่อดึงงานใหม่เข้าประเทศ

นางนิชาภา ยศวีร์ รองผู้อำนวยการ ทีเส็บ สายงานธุรกิจ กล่าวว่า ปัจจุบันเป็นโลกเเห่งการค้าไร้พรมเเดน ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการแสดงสินค้านานาชาติของภูมิภาคอาเซียน ด้วยเเรงสนับสนุนสร้างโอกาสธุรกิจจากนโยบาย 4.0 เเละการผลักดันเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เจาะ 10 กลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นเขตการลงทุนที่มีมูลค่าการพัฒนาและมีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนโดยในรอบปี 2561-2562 มีงานแสดงสินค้านานาชาติใน 10 หมวด อุตสาหกรรมหลักของนโยบาย 4.0 ที่ทีเส็บดึงเข้ามาหรือสนับสนุน อาทิ งาน CEBIT ASEAN Thailand (digital) งาน Medical Devices ASEAN (integrated medical services) ซึ่งทั้งสองงานนี้จะจัดต่อเนื่องเป็นปีที่สองในปีนี้ งาน Future Energy Asia (biofuels & biochemical) รวมถึงงานแสดงนวัตกรรมรองรับอุตสาหกรรมการผลิตอย่าง Propak Asia (food processing) เเละ INTERMACH and MTA (automation and robotics) เป็นต้น
- นางนิชาภา ยศวีร์ รองผู้อำนวยการ ทีเส็บ สายงานธุรกิจ
ในปี 2560 จำนวน Trade Visitor จากกลุ่มประเทศ CLMV ทำสถิติเติบโตสูงถึงร้อยละ 126 เเละจากกลุ่มประเทศอาเซียนก็มีการเติบโตถึง ร้อยละ 40 โดย Trade visitor ของอาเซียนเหล่านี้ติดกลุ่มท็อป 10 ในงานแสดงสินค้านานาชาติในประเทศไทย นอกจากนี้ประเทศไทยยังมี Exhibition hall ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Thailand MICE Venue Standard 10 แห่ง ตั้งกระจายไปทั่วประเทศทั้งในกรุงเทพ เชียงใหม่ พัทยา ขอนแก่นเเละหาดใหญ่ เเละมีงานจัดเเสดงสินค้ากว่า 22 งานที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก UFI สูงสุดในอาเซียน” นางนิชาภากล่าว
 
สำหรับงานแสดงสินค้านานาชาติขนาดใหญ่ที่ทีเส็บให้การสนับสนุนในปี 2562 นั้นหลายงานมีความสำคัญต่อการเติบโตและการพัฒนาของทั้งอุตสาหกรรมไมซ์และอุตสาหกรรมหลักต่อยอดตามนโยบาย 4.0 ของรัฐบาล เช่นงาน Propak Asia 2019 งานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีด้านกระบวนการผลิตแปรรูปและบรรจุภัณฑ์นานาชาติ และงาน INTERMACH 2019 งานแสดงสินค้าเทคโนโลยีเครื่องจักรโลหะและอุตสาหกรรมรับช่วงการผลิตจัดซื้อชิ้นส่วนอุตสาหกรรมชั้นนำของอาเซียน ตลอดจนงานแสดงสินค้า การเกษตรอาหารและยา ด้านพลังงานเเละเทคโนโลยีใหม่ที่มีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเเสดงให้เห็นถึงศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางด้านการจัดงานแสดงสินค้านานาชาติอันดับหนึ่งในภูมิภาคอาเซียน
- นางนิชาภา ยศวีร์ รองผู้อำนวยการ ทีเส็บ สายงานธุรกิจ
รองผู้อำนวยการทีเส็บ กล่าวต่อว่า ทีเส็บยังคงมุ่งมั่นผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจไมซ์ในอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ในปีงบประมาณ 2562 จะมีงานแสดงสินค้านานาชาติ 17 งานใหม่ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยจะเป็นงานใน 10 หมวดอุตสาหกรรมหลักโดยตรงเกินครึ่ง ทั้งในส่วน Smart Devices, Digital, Energy, Food, Logistics เเละ Health รวมถึงงานที่กำลังอยู่ในกระบวนการที่ทีเส็บให้การสนับสนุนจำนวน 22 งาน อาทิ งานด้าน Digital 3 งาน อุตสาหกรรมอาหาร 2 งาน โลจิสติกส์ 2 งาน สมาร์ทดีไวซ์ 2 งาน การแพทย์ 1 งาน และพลังงาน 2 งาน
สำหรับมาตรการส่งเสริมของทีเส็บนั้นจะให้การสนับสนุนด้านต่างๆ อย่างรอบด้าน เช่น การดึงงานใหม่ โดยการสนับสนุนความร่วมมือผู้จัดงานไทยและต่างประเทศเพื่อดึงงานใหม่มาจัดในประเทศไทย เช่น การร่วมมือระหว่าง Expolink Global Network ผู้จัดงานของไทยและผู้จัดงานจากเยอรมนีคือ Euroexpo และ Messe Stuttgart เพื่อจัดงาน “LogiMAT – Intelligent Warehouse” ในวันที่ 13-15 พฤษภาคม 2563พร้อมทั้งส่งเสริมงานจากต่างประเทศที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานเจาะตลาดอาเซียน (ASEAN Edition) อาทิ CEBIT ASEAN Thailand (Digital) จากเยอรมนี Infocomm Southeast Asia (Smart Devices) จากสิงคโปร์ ANDTEX (non-woven material for manufacturing industry) จากสหรัฐอเมริกาเเละ SILMO (Optical) จากฝรั่งเศส
นอกจากนี้ ทีเส็บยังให้ความสำคัญกับแคมเปญ Exhibiz in Market สำหรับกลุ่มผู้เเสดงสินค้า โดยการสนับสนุนองค์กรหรือสมาคมธุรกิจในต่างประเทศให้มาตั้ง National Pavilion ในประเทศไทย และได้ให้การสนับสนุนแล้ว 6 ประเทศใน 7 งานคือจีน งาน CEBIT ASEAN Thailand งาน LED Expo และงาน METALEX เกาหลี งาน Propak Asia งาน SILMO Bangkok และงาน Medical Devices ASEAN สิงคโปร์ งาน Infocomm Southeast Asia มาเลเซีย งาน CEBIT ASEAN Thailand ไต้หวัน งาน Propak Asia และงาน Medical Devices ASEAN และสหราชอาณาจักร งาน Propak Asiaรวมถึงแคมเปญ ASEAN+6 Privilege เจาะกลุ่มผู้มาเยี่ยมงานหรือมาเจรจาจัดซื้อในงาน โดยการสนับสนุนองค์กรหรือสมาคมธุรกิจในต่างประเทศหรือ business mission organisers ให้นำ trade visitor จากประเทศของตนมาเจรจาซื้อขายในงานที่ประเทศไทย โดยที่ผ่านมามี Trade visitor จากเวียดนามกว่า 250 ราย จะเดินทางมาเข้าร่วมเจรจาซื้อขายในงานอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร ก่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐาน สุขภาพ ธุรกิจการค้าปลีก ไลฟ์สไตล์ และธุรกิจยานยนต์ เเละ Trade visitor จากเมียนมา 70 ราย เข้าร่วมเจรจาซื้อขายในงานด้านการแพทย์และเภสัชกรรม การแปรรูปและบรรจุภัณฑ์อาหาร ธุรกิจการค้าปลีก โลจิสติกส์ กีฬา และการท่องเที่ยว
นอกจากนี้ ทางสมาคมธุรกิจการแสดงสินค้าระดับโลก UFI ได้เลือกประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่ประจำปี UFI Global Congress 2019 ครั้งที่ 86 ในวันที่ 6-9 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งจะเป็นเวทีแสดงศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์ไทยบนเวทีโลก โดยจะเป็นการประชุมเครือข่ายระหว่างประเทศด้านอุตสาหกรรมเเละการจัดเเสดงสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในปีนี้ และจะมีการเเลกเปลี่ยนกลยุทธ์เชิงลึกเกี่ยวกับเเนวโน้มของอุตสาหกรรมการแสดงสินค้านานาชาติ คาดจะมีจำนวนผู้เข้าร่วมงานกว่า 400 คน

เออาร์ไอพี จับมือ ม.หอการค้าไทย ชวนผู้ประกอบการชิงรางวัล “THAILAND TOP SME AWARDS 2019”

posted Jun 26, 2019, 2:47 AM by Suthep Puangmahod

เมื่อเร็วๆ นี้ นางเอื้อมพร ปัญญาใส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) (ที่ 3 จากซ้าย) ผศ.ดร.เอกชัย อภิศักดิ์กุล คณบดีคณะวิทยพัฒน์ และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาธุรกิจครอบครัว มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (ที่ 2 จากขวา) คุณศุฑารา เชาวน์สุขุม ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (ที่ 4 จากซ้าย) และนายณรงค์ฤทธิ์ พานิชชีวะ รองประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) และกรรมการบริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ที่ 1 จากขวา) ผนึกกำลังร่วมกันแถลงข่าวการจัดงาน “THAILAND TOP SME AWARDS 2019” ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 3 พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี สมัครเข้าร่วมส่งผลงานชิงรางวัล เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการในการเสริมสร้างความเข้มแข็งและมั่นคงให้แก่เศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมีกำหนดจัดงานมอบรางวัลขึ้น ในวันที่ 27 สิงหาคม 2562 เวลา 18.00 – 20.30 น. ณ ห้องบอลรูม โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์

1-10 of 510