News‎ > ‎Business Society‎ > ‎

ดีป้าจับมือ การท่าเรือฯ เดินหน้าผลักดันแหลมฉบังให้เป็นท่าเรืออัจฉริยะลุยหนุนเป็นโครงการนำร่องของประเทศในการพัฒนาระบบการบริหารจัดการด้วยดิจิทัล คาดเกิดผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจและสังคมไม่ต่ำกว่า1,700 ล้านบาทต่อปี

posted Jan 11, 2019, 3:06 AM by Suthep Puangmahod
คลองเตย 11 มกราคม 2562/ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) หรือดีป้า เดินหน้าผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลต่อเนื่อง จับมือการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ ที่ท่าเรือแหลมฉบัง โดยมุ่งหวังให้ท่าเรือแหลมฉบังเป็นโครงการนำร่องในการพัฒนาระบบการบริหารจัดการท่าเรืออัจฉริยะด้วยดิจิทัลแห่งแรกของประเทศไทย พร้อมขยายผลสู่อีอีซีในอนาคต 
ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาการส่งเสริมและสนับสนุน ได้มีมติให้ depa  เดินหน้าผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการ “Smart Port Portal” ซึ่งเป็นโครงการที่มีลักษณะเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการบูรณาการข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการส่งออกนำเข้า บริเวณท่าเรือแหลมฉบัง เนื่องจากเป็นประตูหลักของสินค้าส่งออกนำเข้าของ EEC และของประเทศไทย โดยสามารถบูรณาการข้อมูลการเรือเข้าออก รายการและกำหนดการส่งออกนำเข้าของแต่ละตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อกำหนดระยะเวลาการเข้าออกของรถบรรทุกคอนเทนเนอร์ที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์การส่งออกนำเข้า ลดปัญหาจราจร ปัญหามลภาวะ ปัญหาสิ่งแวดล้อม และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้เกี่ยวข้องโดยตรงรวมทั้งชุมชนโดยรอบ นอกจากนี้ยังช่วยลดปริมาณรถหัวลากเที่ยวเปล่า ที่จะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจอย่างต่ำ 1,000 ล้านบาทต่อปี และเกิดผลกระทบเชิงบวกทางสังคมอย่างต่ำ 700 ล้านบาทต่อปี โดยโครงการนี้ จะเป็นโครงการนำร่องในการใช้ดิจิทัลพัฒนาสู่การเป็นท่าเรืออัจฉริยะ เพื่อการขยายศักยภาพ EEC ต่อไป ในอนาคตอันใกล้
“ปัจจุบันบริเวณท่าเรือแหลมฉบังประสบปัญหาการจราจรติดขัด โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่เข้าเทียบท่า ทำให้บริเวณถนนทางเข้าหน้าด่านตรวจสอบสินค้าและถนนภายในการท่าเรือฯ มีรถบรรทุกเข้าไปทำการบรรจุสินค้าตู้คอนเทนเนอร์เพื่อขนถ่ายสินค้ามายังท่าเรือฯ เป็นจำนวนมากก่อนที่เรือแม่จะออกจากท่า ส่งผลให้มีจำนวนรถบรรทุกตู้สินค้าบนท้องถนนในปริมาณที่มากเกินกว่าระบบถนนและระบบประตูตรวจสอบสินค้าจะรองรับได้ ซึ่งนับเป็นปัญหาใหญ่ประการหนึ่งที่มีผลกระทบต่อเนื่องกับระบบเศรษฐกิจของท่าเรือแหลมฉบังและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมด้านมลพิษทางอากาศและปัญหาต่อชุมชนรายรอบท่าเรือ ทางดีป้าจึงร่วมมือกับกทท. แก้ปัญหาอย่างยั่งยืนเพื่อสนับสนุนภาคเอกชน ผ่านกองทุนดีป้า ร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เพื่อพัฒนาระบบท่าเรืออัจฉริยะหรือเรียกว่า “Smart Port” ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลการขนส่งหลากหลายรูปแบบ (Multimodal Transportation) ของการส่งออกและนำเข้าบริเวณท่าเรือแหลมฉบัง เช่น ระบบรถบรรทุกอัจฉริยะ และกระบวนการจัดการรถขนส่งตู้สินค้า การเชื่อมโยงระบบปฏิบัติการเทอร์มินัลของท่าเรือต่างๆ ในบริเวณท่าเรือแหลมฉบัง การเชื่อมต่อระบบตารางเรือกับระบบ National Single Window (NSW) ของกรมศุลกากร ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มคุณภาพการให้บริการ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ การส่งออกนำเข้า ลดต้นทุนการเสียโอกาสจากการขนส่ง ลดปัญหาจราจร  และที่สำคัญคือลดปัญหามลภาวะ ปัญหาสิ่งแวดล้อม และเพิ่มคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ จากระบบการจัดการ Logotic ที่ถูกพัฒนาให้ดีขึ้น” ดร.ณัฐพล กล่าว
 
ด้านร้อยตำรวจตรี มนตรี ฤกษ์จำเนียร ผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง รักษาการแทน ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า  ท่าเรือแหลมฉบังเป็นจุดขนถ่ายสินค้าสำคัญของประเทศ มีปริมาณตู้ขนถ่ายสินค้าที่เข้า-ออกภายในท่าเรือเพิ่มขึ้นทุกปี โดยจากสถิติปี 2556 – 2560 มีปริมาณตู้ขนถ่ายสินค้าเฉลี่ยกว่า 6 - 7 ล้านTEU/ปีและมีรถบรรทุกเข้าออกภายในท่าเรือเฉลี่ยกว่า 4 - 5 ล้านคันต่อปี เมื่อมีการเข้า-ออกของรถบรรทุกปริมาณที่มากเกินความสามารถในการรองรับของระบบประตูตรวจสอบสินค้าและด้วยการบริหารจัดการคิวที่ยังไม่เป็นระบบ ทำให้ท่าเรือแหลมฉบังมักประสบปัญหาการจราจรติดขัดทั้งภายในและภายนอกท่าเรือ โดยเฉพาะในช่วงที่เรือใหญ่เทียบท่าและบริเวณทางเข้าท่าเทียบเรือและบริเวณศูนย์เอกซเรย์ของศุลกากร ทางกทท.เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาจึงได้จับมือกับดีป้าเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาที่เรื้อรังมาหลายปีเหล่านี้ให้หมดไป
“ความร่วมมือในครั้งนี้ เรามุ่งหวังให้ท่าเรือแหลมฉบังมีการพัฒนาระบบการบริหารจัดการท่าเรืออัจฉริยะหรือ Smart Port แห่งแรกของประเทศ ด้วยการพัฒนาและยกระดับระบบการจัดเก็บข้อมูลการส่งออกและนำเข้าสินค้าทั้งทางเรือ รถไฟและรถบรรทุก ในรูปแบบที่หลากหลาย ให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้อย่างเป็นระบบซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มคุณภาพการให้บริการ และบริหารจัดการระบบคิวเข้าออกของรถบรรทุกอย่างชาญฉลาดอย่างยั่งยืน ช่วยเพิ่มความคล่องตัวของการจราจรภายในท่าเรือและพื้นที่โดยรอบ ซึ่งทั้งกทท.และ depa หวังให้การร่วมมือกันครั้งนี้ช่วยยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อผลักดันประเทศสู่การเป็นไทยแลนด์ 4.0 ต่อไป” ร.ต.ต.มนตรี กล่าว 
Comments