News‎ > ‎Business Society‎ > ‎

ผู้เชี่ยวชาญชี้มิติภูมิศาสตร์การเมืองและการแยกจัดเก็บภาษี ส่งผลโดยตรงต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย

posted Nov 28, 2017, 11:19 PM by Suthep Puangmahod
กรุงเทพฯ, 27 พฤศจิกายน 2560 – ในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ทั่วโลก นโยบายด้านภาษีได้กลายเป็นประเด็นที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคที่บริษัทต่างต้องก้าวข้ามพรมแดนเพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ๆและรัฐบาลต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่จะช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในบริบทของเศรษฐกิจดิจิทัล ประเด็นเรื่องภาษีก็ยิ่งทวีความซับซ้อนขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ดิ อีโคโนมิสต์ คอร์เปอเรต เน็ตเวิร์ก (อีซีเอ็น) ผู้ให้บริการด้านการทำวิจัยทางธุรกิจ การจัดบรรยายและเสวนา ภายใต้ดิ อีโคโนมิสต์ กรุ๊ป ได้จัดงานเสวนาในหัวข้อ “Taxing times: ความสัมพันธ์ระหว่างภาษีการลงทุนขององค์กรเศรษฐกิจดิจิทัลและภูมิศาสตร์การเมืองในภูมิภาค” ขึ้นเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ที่โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ โดยมีตัวแทนผู้บริหารระดับอาวุโสจากภาคธุรกิจ ภาครัฐ และสื่อมวลชน ร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบของนโยบายภาษีที่มีต่อบริษัทและองค์กรสาธารณะในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียนายโรเบิร์ต เคปป์ ผู้อำนวยการ อีซีเอ็น สาขาฮ่องกง กล่าวว่า “นโยบายด้านภาษีเป็นประเด็นที่อ่อนไหวและอีซีเอ็นไม่ได้สนับสนุนนโยบายรูปแบบใดๆ แต่เราต้องการจะให้ข้อมูลที่มีประโยชน์กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างเสริมความเข้าใจที่รอบด้านขึ้น โดยข้อสังเกตหลักๆ จากคำแนะนำขององค์กรด้านเศรษฐกิจระหว่างรัฐบาลระดับโลก เช่น องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจหรือโออีซีดี และผลสำรวจความคิดเห็นของผู้นำในธุรกิจดิจิทัลก็คือ อัตราภาษีของแต่ละประเทศถูกมองว่ามีความสำคัญน้อยกว่านโยบายด้านภาษีที่มีความแน่นอนและการบังคับใช้กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ธุรกิจที่ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งล้วนมีเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจของประเทศในหลากหลายภาคส่วนมากขึ้นทุกวันๆ นั้น ไม่เห็นด้วยกับการแยกจัดเก็บภาษี (ring-fence) หรือการกีดกันบริษัทที่อยู่ในภาคดิจิทัล เนื่องจากการกระทำดังกล่าวจะทำให้บริษัทสูญเสียโอกาสในการขยายกิจการ ตลอดจนเป็นผลเสียต่อการพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของประเทศ ในขณะที่หลายบริษัทมีความกังวลเกี่ยวกับปัจจัยทางภูมิศาสตร์การเมือง และเห็นว่าธุรกิจของตนตกอยู่ภายใต้กลยุทธ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งสนธิสัญญาและข้อตกลงด้านภาษีน่าจะเป็นการแก้ปัญหาได้ดีกว่า”
ในทางเดียวกัน นายโฮซุกลี-มากิยามาผู้อำนวยการสถาบันเศรษฐกิจการเมืองนานาชาติแห่งทวีปยุโรป กล่าวว่า “ความเชื่อที่ว่าบริษัทข้ามชาติด้านเทคโนโลยีจ่ายภาษีน้อยกว่าบริษัทในประเทศนั้นไม่เป็นความจริง แต่โดยแท้จริงแล้วธุรกิจข้ามชาติเหล่านั้นจ่ายภาษีส่วนใหญ่ในประเทศที่เป็นต้นกำเนิดของตน ดังนั้น ถ้ารัฐบาลพยายามจะแก้กฎหมายภาษีเพื่อบีบให้บริษัทข้ามชาติจ่ายภาษีให้กับประเทศไทยเพิ่มขึ้น ก็เท่ากับว่าผู้ส่งออกผ้าของไทยก็ต้องจ่ายภาษีนิติบุคคลในตลาดส่งออกของตน แทนที่จ่ายภาษีให้กับประเทศไทย และในฐานะประเทศที่มีมูลค่าการส่งออกมากกว่าการนำเข้า ประเทศไทยจะสูญเสียรายได้ไปโดยอัตโนมัติ”
ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์อุรพีพัฒนพงศ์พาร์ทเนอร์และประธานกรรมการบริษัทเบเคอร์แอนด์แม็คเคนซี่จำกัด สาขากรุงเทพฯได้แสดงความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางการปฏิรูปกฎหมายภาษีอย่างมีประสิทธิภาพว่า“ในยุคปัจจุบันที่เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตขึ้นเรื่อยๆถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการพูดคุยในเรื่องการปฏิรูปกฎหมายภาษีที่ครอบคลุมในทุกมิติไม่ใช่แค่เพียงการแก้กฎหมายเป็นจุดๆไปนอกจากนี้แม้ว่าอัตราภาษีและสิทธิประโยชน์ทางภาษีสามารถช่วยส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติได้แต่อีกสิ่งหนึ่งซึ่งสำคัญไม่แพ้กันก็คือนโยบายที่ชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและระเบียบข้อบังคับต่างๆที่ส่งเสริมให้ทั้งบริษัททั้งดั้งเดิมและดิจิทัลมีการจ่ายภาษีอย่างเป็นธรรมให้กับประเทศที่มีการดำเนินธุรกิจและก่อให้เกิดรายได้”
“เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในภูมิภาคเอเชีย ประเทศไทยได้รับประโยชน์อย่างชัดเจนจากการเติบโตของเศรษฐกิจดิทัล โดยบทวิเคราะห์ล่าสุดจาก ดิ อีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต ระบุว่า อัตราผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต่อประชากรของประเทศไทยนั้นสูงกว่าอัตราเฉลี่ยของภูมิภาคอาเซียน อีกทั้งยังมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมที่มีคุณภาพ และมีประชากรจำนวนมากอาศัยอยู่บนแผ่นดินเดียวกันซึ่งถือเป็นสภาพภูมิประเทศที่ส่งผลดีเศรษฐกิจ เมื่อเทียบกับประเทศที่เป็นเกาะ เช่น ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซของประเทศไทยยังไม่มีศักยภาพเพียงพอ ทำให้ต้องพึ่งพาการลงทุนและร่วมทุนจากต่างประเทศในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล โดยหากนโยบายด้านภาษียังไม่มีความโปร่งใส่ แน่นอน และเป็นธรรมต่อธุรกิจดิจิทัล ความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทยก็จะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” นายโรเบิร์ต กล่าวเสริม 
“กิจกรรมของอีซีเอ็นจัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้นำธุรกิจ ผู้กำหนดนโยบาย และสื่อมวลชน ได้ร่วมพูดคุยอย่างเปิดเผยและสร้างสรรค์ในประเด็นที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจระดับโลก โดยงานบรรยายและเสวนา Taxing times ในครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อผลักดันให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหัวข้อนโยบายด้านภาษีที่เป็นธรรม ยั่งยืน และมีประสิทธิภาพในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล” นายโรเบิร์ตกล่าวสรุป
ในภาพ (จากซ้ายไปขวา) – นายโรเบิร์ตเคปป์ผู้อำนวยการดิอีโคโนมิสต์คอร์ปอเรตเน็ตเวิร์คศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์อุรพีพัฒนพงศ์พาร์ทเนอร์และประธานกรรมการบริษัทเบเคอร์แอนด์แม็คเคนซี่จำกัด สาขากรุงเทพฯนายปริญญ์พานิชภักดิ์กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์ซีแอลเอสเอ (ประเทศไทย) และนายโฮซุกลี-มากิยามาผู้อำนวยการสถาบันเศรษฐกิจการเมืองนานาชาติแห่งทวีปยุโรป

Comments