News‎ > ‎

Government & Non-profit Organization


รมช.ศธ. เดินหน้าหลักสูตร “โค้ดดิ้ง” หนุนเด็กไทยเรียนภาษาที่ 3 พร้อมก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 เปิดแถลงนโยบายเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2562 ณ ห้องTCDC W DISTRICT ถนนสุขุมวิท กรุงเทพมหานคร

posted Aug 9, 2019, 5:49 PM by Suthep Puangmahod   [ updated Aug 9, 2019, 5:56 PM ]

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินหน้านโยบายด้านการศึกษาเพื่อพัฒนาคนสู่ศตวรรษที่ 21 หนุนเด็กไทยต้องได้เรียนโค้ดดิ้ง (Coding) พร้อมพัฒนาหลักสูตรให้เป็นรูปธรรม ให้ทันโลกดิจิทัลและเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเป้าหมายอย่างแรกที่ตั้งใจจะผลักดันให้ประสบความสำเร็จคือ การเรียนภาษาคอมพิวเตอร์ หรือ โค้ดดิ้ง (Coding) ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา เพื่อมุ่งหมายที่จะเสริมสร้างทักษะการใช้ชีวิตให้เป็นระบบ มีเหตุ มีผล และมุ่งหวังให้เยาวชนไทยใช้ชีวิตก้าวทันโลกในศตวรรษที่ 21
คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 
คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดแถลงนโยบาย เดินหน้าหลักสูตร “โค้ดดิ้ง” หนุนเด็กไทยเรียนภาษาที่ 3 พร้อมก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) รองศาสตราจารย์ ยืน ภู่วรวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ ร่วมแถลง โดยมีส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชนร่วมงานคับคั่ง
คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า “หนึ่งในภารกิจสำคัญที่จะต้องเร่งดำเนินการสอดรับกับนโยบายหลักที่รัฐบาลได้นำเสนอไว้คือ การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ และการพัฒนาศักยภาพคนไทยทุกช่วงวัย และการเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 ท่ามกลางพลวัตรที่เปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง โดยเป้าหมายอย่างแรกที่ตั้งใจจะผลักดันให้ประสบความสำเร็จคือ การเรียนภาษาคอมพิวเตอร์ หรือ โค้ดดิ้ง (Coding) ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา เพื่อมุ่งหมายที่จะเสริมสร้างทักษะการใช้ชีวิตให้เป็นระบบ มีเหตุ มีผล และมุ่งหวังให้เยาวชนไทยใช้ชีวิตก้าวทันโลกในศตวรรษที่ 21
รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเรียนรู้โค้ดดิ้ง (Coding) โดยกำหนดไว้ในนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา และกระทรวงศึกษาธิการก็มีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการสื่อสารภาษาต่าง ๆ ของเด็กไทย ทั้งภาษาไทย ภาษาต่างประเทศ ตลอดจนภาษาคอมพิวเตอร์ หรือโค้ดดิ้ง (Coding) ซึ่งเป็นทักษะภาษาใหม่ที่จะใช้สื่อสารกับคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีในอนาคต ทำให้เข้าใจการทำงานของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และหุ่นยนต์ สอดคล้องกับการเตรียมกำลังคนของประเทศให้มีทักษะเท่าทันโลกยุคดิจิทัล มีอาชีพ ตลอดจนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 
การสนับสนุนให้เด็กไทยจะต้องพูดได้อย่างน้อย 2 ภาษา คือ ภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่การเรียนภาษามักจะพูดถึงแต่ภาษาอังกฤษ ต่อมาจึงมีโครงการ English for all ที่เคยทดสอบทดลองไปแล้วตั้งแต่ชั้นอนุบาล จึงมองว่าต้องการให้เด็กไทยได้เรียนเพิ่มอีก 1 ภาษา คือภาษาคอมพิวเตอร์ หรือโค้ดดิ้ง (Coding) นั่นเอง ซึ่งเป็นทักษะใหม่ในยุคนี้และเด็กสามารถที่จะเรียนรู้ได้ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา เพื่อให้เกิดทักษะที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือที่เราให้คำจำกัดความที่ว่า Coding for all, all for coding เนื่องด้วยความมุ่งหวังอยากให้คนไทยทุกคนได้มีทักษะการโค้ดดิ้ง(Coding) ในโลกยุคดิจิทัลที่มีการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นช่วงวัยไหนหรือสาขาอาชีพใด และทุกๆอย่างในชีวิต หรือเทคโนโลยีรอบตัวล้วนแล้วสัมพันธ์กับการโคดดิ้ง(Coding) ทั้งนั้น ฉะนั้นการโค้ดดิ้ง(Coding) ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปสำหรับทุกคนในการเพิ่มพูนทักษะและจับต้องได้ในยุคนี้ จึงเป็นที่มาของแนวคิดเพื่อการประชาสัมพันธ์ผ่านสโลแกน “โค้ดดิ้ง ง่ายกว่าที่คิด พิชิตยุคดิจิทัล จะเริ่มนำร่องสอนภาษาโค้ดดิ้ง (Coding) ในเดือนพฤศจิกายนนี้เลย โดยจะมีการอบรมครูในการนำสอนโค้ดดิ้งจำนวน 1,000 คนในเดือนตุลาคมนี้ พอเปิดเทอมในเดือนพฤศจิกายนก็สามารถสอนได้เลย เพราะครูเหล่านี้มีพื้นฐานอยู่แล้วในการสอนโค้ดดิ้ง ถือเป็นโชคดีของประเทศที่มีครูที่มีพื้นฐานเหล่านี้อยู่จำนวนมากโดยกระทรวงศึกษาธิการพร้อมที่จะขับเคลื่อนโค้ดดิ้ง (Coding) ทั้งในเรื่องของอุปกรณ์ และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญจากสำนักงานส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ที่สามารถอบรมให้กับครูวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สมัครใจและมีความพร้อมจะเรียนรู้เรื่อง Coding ซึ่งหากดำเนินการอย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเรียนรู้โค้ดดิ้ง (Coding) ของเด็กในพื้นที่ห่างไกลกับเด็กในเมืองได้อีกด้วย 
ซึ่งในระดบชั้น ป.1-3 จะเป็นการเรียนการสอนที่ไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ เรียกว่า Unplugged Coding และถ้ามีพื้นฐานอย่างมีระบบ ต่อไปก็สามารถสื่อสารกับเครื่องได้ในการเรียนระดับต่อไปไม่ใช่แค่ประเทศไทยที่เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องการสอนโค้ดดิ้ง (Coding) เท่านั้น ขณะนี้จะเห็นได้ว่าประเทศญี่ปุ่นได้ประกาศให้โค้ดดิ้ง (Coding) เป็นนโยบายสำคัญของชาติ รวมทั้งกำหนดให้นักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาทั่วประเทศเรียนภาษาโค้ดดิ้ง (Coding) ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นไป เช่นเดียวกับจีนที่ประกาศให้การจัดการเรียนการสอนโค้ดดิ้ง (Coding) เป็นนโยบายสำคัญของประเทศเช่นกัน” 
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กล่าวว่า “คำว่าโค้ดดิ้ง (Coding) ไม่ได้พูดถึงเพียงแค่การป้อนชุดคำสั่งเท่านั้น แต่โค้ดดิ้ง (Coding) เป็นสิ่งที่จะทำให้เด็กไทยมีทักษะชีวิตรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ C-Creative Thinking คือความคิดสร้างสรรค์ ที่เราไม่อยากปล่อยให้ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กไทยถูกปิดกั้นจาก ข้อจำกัดทางการศึกษาด้านเทคโนโลยี โค้ดดิ้ง (Coding) จะเป็นเครื่องมือสำคัญในโลกยุคดิจิทัลที่จะรังสรรค์ไอเดียต่างๆ ให้เกิดขึ้นได้จริงกับเด็กไทยและคนไทยทุกๆคน และอยากให้เด็กไทยมี O-Organized Thinking คือการส่งเสริมให้เด็กไทย มีความคิดที่เป็นระบบระเบียบ และมีตรรกะวิเคราะห์สิ่งต่างๆที่อยู่ในชีวิตประจำวัน รู้จักคิดที่จะแก้ไขปัญหา ด้วยข้อจำกัดต่างๆที่มีอยู่ในโลกยุคดิจิทัล พร้อมทั้ง D-Digital Literacy ความสามารถในการเข้าใจภาษาดิจิทัลก็มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในแง่ของการที่จะทำให้เด็กไทยสามารถใช้ชีวิตที่รายล้อมไปด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วได้อย่างง่ายดาย และเข้าใจเทคโนโลยีได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้นผ่านภาษาคอมพิวเตอร์ ความเข้าใจภาษาดิจิทัลจึงเป็นหนึ่งสิ่งสำคัญที่เป็นเป้าหมายด้านการศึกษาของเด็กไทย ซึ่งความคิดสร้างสรรค์ ความคิดที่เป็นระบบ และความเข้าใจในภาษาดิจิทัล 3 สิ่งนี้ จะส่งเสริมให้เกิด I– Innovation หรือนวัตกรรม ที่จะนำไปใช้ได้จริงและเกิดประโยชน์แก่คนหมู่มาก
สิ่งเหล่านี้เองจะทำให้ประเทศไทยมีนวัตกรหน้าใหม่ ที่สามารถผลิตนวัตกรรมที่จะเปลี่ยนโลกได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นบุคคลากรจากสาขาอาชีพไหนก็ตาม แต่นวัตกรรมจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่มีซึ่งความคิดที่สร้างสรรค์ เป็นระบบ และเข้าใจในภาษาดิจิทัล ทั้งนี้นวัตกรรมจะทำให้ประเทศไทย เป็นผู้นำในการริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ตามนิยามของคำว่า N – Newness คือ การสนับสนุนให้คนไทยมีความคิดริเริ่มในการทำสิ่งต่างๆอย่างไม่รอช้า การริเริ่มจะทำให้เกิดความสดใหม่ ทั้งด้านความรู้ ความเข้าใจในเทคโนโลยี ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นแค่ผู้ตาม แต่เรามุ่งหวังการเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ การเรียนรู้โค้ดดิ้ง (Coding) ก็ถือเป็นความสดใหม่ที่ทางเราอยากจะริเริ่มเช่นกัน เพื่อเตรียมคนไทยเข้าสู่ยุคของ G – Globalization หรือยุคโลกาภิวัฒน์ที่ทางเราได้ให้นิยามว่าเป็นยุคของ ศตวรรษที่ 21 
รองศาสตราจารย์ยืน ภู่วรวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ กล่าวว่า “นับเป็นสิ่งที่เราทุกคนไม่อาจเลี่ยงได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการผสานหรือควบรวมวัฒนธรรม รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารต่างๆผ่านโลกของเทคโนโลยี เป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนต้องพร้อมที่จะปรับตัวเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี (Technology Disruption) และเปิดรับสิ่งใหม่ๆให้ทัดเทียมหรือก้าวไกลไปกว่านานาอารยประเทศ การเรียนโค้ดดิ้ง (Coding) จึงเปรียบเสมือนเป็นฐานความรู้ใหม่ที่จำเป็นสำหรับคนไทยโดยเฉพาะเด็กไทยในยุคดิจิทัล 
อย่างไรก็ตาม การเรียนโค้ดดิ้ง (Coding) จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป และไม่ต้องห่วงว่าโค้ดดิ้ง (Coding) จะเป็นสิ่งที่ยากเกินสำหรับเด็กๆ หรือบุคคลทั่วไป เพราะ Coding ง่ายกว่าที่คิด พิชิตยุคดิจิทัล ทั้งนี้ภาษาโค้ดดิ้ง คือการคิดเป็นระบบ คิดแบบมีตรรกะ และมีระบบในการแก้ปัญหา แม้เด็กจะไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์หรือนักคอมพิวเตอร์ แต่ทุกคนต้องมีการวางแผนการจัดการอย่างเป็นขั้นตอนในการดำเนินชีวิต ซึ่งเราจะนำสิ่งเหล่านี้ไปใส่ในเด็กไทยให้ได้” 

ปฏิทินข่าว Thailand e-Commerce Day ครั้งที่ 8ขาช้อปออนไลน์-ผู้ค้าออนไลน์เตรียมตัวให้ดี 1 ปี มีครั้งเดียวThailand e-Commerce Day “8.8” Maga Eight online ลดกระหน่ำ ช้อปกระจาย 8 วัน

posted Aug 8, 2019, 12:01 AM by Suthep Puangmahod   [ updated Aug 8, 2019, 12:05 AM ]

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จัดงาน Thailand e-Commerce Day “8.8” วันช้อปออนไลน์แห่งชาติ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-15 สิงหาคม 2562 ภายในงานมีร้านค้าออนไลน์รวมพล ลดกระหน่ำเพียง “โค้ดเดียว” แคมเปญ “ลดรายชั่วโมง ลดรายวัน โปรยอดฮิต” โดดเด่นด้วยแบนเนอร์โฆษณาโปรโมชั่น โค้ดเดียวลดทั่วไทยได้ทุกร้าน สูงสุด 40 – 80%โดยขาช้อปทั้งหลายไม่ต้องตั้งตารอ เพียงดาวน์โหลดคูปองโค้ดจาก : www.thailandecommerceday.com/ Facebook : Thailand Online Mega Sale เพื่อใช้ซื้อสินค้าในร้านค้าออนไลน์ที่ร่วมงานได้ทุกร้าน ในที่นี้มีหลายสิ่งให้เลือกสรร กว่า 500 ร้านค้า ทั้ง เครื่องใช้ เสื้อ ผ้า หน้า ผม สามารถตอบทุกโจทย์ เติมเต็มทุกความสุข ครบทุกความต้องการ
การจัดงานมหกรรมลดราคาสินค้าและบริการทางออนไลน์ Thailand e-Commerce Day ครั้งที่ 8 มีทั้งกิจกรรมออนไลน์ และออฟไลน์ ให้เข้าถึงธุรกิจออนไลน์ได้อย่างง่าย และเข้าใจมากขึ้น ในวันที่ 7 – 8 สิงหาคม 2562 ณ ซี อาเซียน ชั้น 10 อาคาร ซี เปิ้ลยู ทาวน์เวอร์ รัชดา ซึ่งภายในงานจะมีกิจกรรม การจัดพิธีเปิดงาน กิจกรรม Learn & Shareโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญและคร่ำหวอดในแวดวง e-Commerce จะมาแชร์ประสบการณ์ให้แก่ผู้เข้าร่วมงานพร้อมกันนี้ยังมีการจัดบูธ showcase ของผู้ประกอบการ และหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็น e-Marketplace ได้แก่ shopee, Lazada, lnwshop, shop24 เป็นต้น e-Logistics ได้แก่ไปรษณีย์ไทย Kerry เป็นต้น e-Payment ได้แก่ Kbank, บสย. เป็นต้น 
สำหรับกิจกรรมวันที่ 7 สิงหาคม ที่ C ASEAN เริ่มตั้งแต่เวลา 08.30-17.00น. ไฮไลท์ ของงานเริ่มด้วย การให้ความรู้เรื่องภาพรวมธุรกิจ พาณิชย์อิเล็กทรอนิคส์ วิธีเริ่มต้นการทำธุรกิจ โดย คุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการบริหาร บริษัท ตลาด ดอท คอม กรุ๊ป จำกัด รวมถึงวิทยากรผู้มีความรู้อีกมากมายที่จะมาให้ความรู้เทคนิคทำอย่างไรให้ธุรกิจออนไลน์ปัง กิจกรรมในภาคบ่าย มีพิธีเปิดงาน งานมหกรรมลดราคาสินค้าออนไลน์ Thailand e-Commerce Day ครั้งที่ 8 โดยคุณวุฒิไกร ลีวีระพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และท่านอธิบดีได้ให้เกียรติกดสั่งซื้อสินค้าชิ้นแรกผ่านออนไลน์ ตามมาด้วยวิทยากรผู้คร่ำหวอดมาให้ความรู้แบบแน่นๆ ทั้งเรื่องค้าออนไลน์ข้ามโลก เจาะตลาดต่างประเทศ กับAmazon,ebay, Alibaba และThaiTrade จบวันแรกด้วยเรื่องวางแผนบริหาร e-Commerce แบบมืออาชีพ อาทิ คุณกุลธิรัตน์ ภควัชร์ e-Business Centre, คุณกิตตินนท์ อุ้ยวงค์ไพศาล 24 Shopping, คุณรินทร์ลิตา ศรีโรจนภิญโญ อีเบย์ ประเทศไทย เป็นต้น 
ส่วนในวันที่ 8 สิงหาคม มีเนื้อหาน่าสนใจไม่น้อยไปกว่าวันแรก ทั้งเรื่องการหาเงินลงทุน เทคนิคการขาย ขายยังไห้ปัง ขายยังไงให้ถูกใจสรรพากร พบกับดารานักแสดงผู้มีชื่อเสียง คุณเปิ้ล นาคร ศิลาชัย และผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จด้าน e-Commerce มาเล่าประสบการณ์การขายออนไลน์ อาทิ คุณโซอี้ โสภา พิมพ์สิริพานิชย์ เจ้าของแบรนด์ผ้าพันคอ Zoe scarf, คุณวรวุฒิ สายบัว Beautynista และ แมคเนท ดูดคนซื้อ “เจ้น้ำ” รว้าย รว้าย เจ้าแม่ไลฟ์สด ออนไลน์ ก็มาแชร์เคล็ดไม่ลับ พร้อมให้ล้วงในงานนี้
งาน Thailand e-Commerce Day “8.8” จะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้น ยอดขาย ช่วยขยายช่องทางการตลาด ส่งเสริม ธุรกิจออนไลน์ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง และก้าวไปสู่สากลทัดเทียมกับธุรกิจออนไลน์ระดับโลก ขอเชิญชวนผู้ประกอบการออนไลน์ และผู้สนใจสมัครเข้าร่วมเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการจัดแคมเปญออนไลน์ ระดับชาติ และพร้อมก้าวไปสู่ระดับสากลด้วยกันในอนาคต ติดต่อสอบถาม โทร. 082-994-5463
E-mail : thaiecommerceday@gmail.com
Website : www.thailandecommerceday.com/
Facebook : Thailand Online Mega Sale

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จัดงานประชุมวิชาการนานาชาติฯ ครั้งที่ 2แลกเปลี่ยนความรู้ด้านการแพทย์เฉพาะทาง 10 ประเทศอาเซียนเข้าร่วมพร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากองค์กรภาคีเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ รวมกว่า 300 คน

posted Aug 7, 2019, 11:37 PM by Suthep Puangmahod

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ เครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการด้านการแพทย์ในประชาคมอาเซียน ครั้งที่ 2 เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและความรู้ด้านการแพทย์และการสาธารณสุข 3 สาขา ได้แก่ เวชศาสตร์ฉุกเฉิน จักษุวิทยา และเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นการประชุมต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว โดยในปีนี้มีเพิ่มอีก 1 สาขาความร่วมมือ คือ ทันตกรรม ซึ่งรวมนักวิชาการนานาชาติ นักวิชาการไทยทั้งภาครัฐและเอกชน บุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุข รวมกว่า 300 คน จาก 10 ประเทศอาเซียน และองค์กรภาคีเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ
นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ในการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการแพทย์ของกลุ่มเครือข่ายวิชาการการแพทย์ในประชาคมอาเซียนนี้ ถือว่ามีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ให้มีความรู้รอบด้าน พร้อมรับมือต่อสถานการณ์ในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มของผลกระทบที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ กรมการแพทย์จึงได้ให้ความสนใจในปัญหาเรื่องการดูแลสุขภาพ, สังคมผู้สูงอายุ, ปัญหาสุขภาพที่เกิดจากเทคโนโลยี, ภัยพิบัติทางธรรมชาติ, ความแตกต่างของช่วงอายุ หรือปัญหาอื่นๆ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ทำให้เรามีการปรับการบริการทางการแพทย์ ให้พร้อมรับมือกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบันและเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งในประเทศไทย และในอาเซียน
“กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข มีภารกิจที่สำคัญในการบริการด้านการแพทย์ ทั้งการถ่ายทอดความรู้ และการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อประโยชน์ในการรักษาสุขภาพของประชาชน รวมทั้งการสนับสนุนนักวิชาการ นักพัฒนางานวิจัย วิทยาการทางการแพทย์ ให้มีความก้าวหน้าอยู่เสมอ สำหรับการดูแลสุขภาพของประชาชนในประเทศไทยและประชาคมอาเซียนในการประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลและความรู้ด้านการแพทย์ครั้งที่ 2 นี้ ยังคงเน้นในเรื่องของการสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง 3 สาขาเดิม และ 1 สาขาใหม่ ได้แก่ เวชศาสตร์ฉุกเฉิน จักษุวิทยา เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ และทันตกรรม”
ทั้งนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากกลุ่มเครือข่ายประเทศอาเซียน 10 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, กัมพูชา, สิงคโปร์, เมียนมาร์, ลาว, ฟิลิปปินส์, บรูไน, และไทย ตลอดจนเลขาธิการอาเซียน พร้อมด้วยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากประเทศสมาชิกและองค์กรภาคีเครือข่ายทั้งไทยและต่างประเทศกว่า 124 คน โดยงานจัดขึ้นในวันที่ 7-9 สิงหาคม 2562 ณ โรงแรมชาเทรียม ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพมหานคร

“พระราชินี” ทรงย้ำ “สตรีเป็นกำลังสำคัญของสถาบันครอบครัว”

posted Aug 4, 2019, 5:17 PM by Suthep Puangmahod

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงานวันสตรีไทย ประจำปี 2562 ภายใต้แนวคิด "สายธารแห่งพระบารมี สู่การพัฒนาสตรีที่ยั่งยืน" พร้อมทั้งพระราชทานเกียรติบัตรแก่สตรีไทยดีเด่น 150 คน และเยาวสตรีไทยดีเด่น 25 คน จัดขึ้นโดยสภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์
ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ฯ กราบบังคมทูลรายงานความเป็นมาของวันสตรีไทย และเฝ้าฯ รับเสด็จ ณ ห้องรอยัลจูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในการนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงจุดเทียนเปิดงานวันสตรีไทยประจำปี 2562 และมีพระราชดำรัสเปิดงาน ความว่า "ข้าพเจ้ารู้สึกมีความยินดีและปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติให้มาร่วมงานวันสตรีไทย ประจำวันที่ 1 สิงหาคม พุทธศักราช 2562 ขอแสดงความยินดีต่อสตรีไทยดีเด่นและเยาวสตรีไทยดีเด่นที่ได้ผ่านการคัดเลือกให้เป็นสตรีไทยดีเด่นและเยาวสตรีไทยดีเด่นประจำปี 2562 นี้
“ข้าพเจ้ามีความตั้งมั่นที่จะสนองพระเดชพระคุณ พระมหากรุณาธิคุณ ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานแห่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เหมือนดั่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง ตั้งพระราชปณิธานที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด และแผ่ขยายพระบารมีแห่งสมเด็จพระบรมชนกนาถ และสมเด็จพระบรมราชชนนี ขอให้ทุกท่าน ณ ที่นี้ โปรดร่วมมือร่วมใจและเป็นกำลังร่วมกับข้าพเจ้าในการเผยแผ่สายธารแห่งพระบารมี สู่การพัฒนาสตรีที่ยั่งยืน เหมือนดังที่ท่านได้ตั้งแนวความคิดของการจัดงานในปีนี้คำสัตย์ปฏิญาณที่ทุกท่านได้กล่าวนั้น ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกซาบซึ้ง และแอบกล่าวตามในใจอยู่ในที ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นสตรีไทยคนหนึ่ง
. บทบาทหน้าที่สำคัญที่สตรีไทยมีต่อสถาบันครอบครัว ตลอดจนการถ่ายทอด สั่งสอนการเป็นสตรีไทยที่ดีไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานนั้น นับเป็นรากฐานสำคัญสำหรับความมั่นคงของครอบครัว และจะนำพาไปสู่ความมั่นคงของสังคมและประเทศชาติต่อไป ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมทั้งพระบารมีแห่งบูรพมหากษัตริยาธิราชแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ จงปกป้อง คุ้มครอง ให้ท่านทั้งหลายมีความสุขความเจริญ โดยทั่วกัน"
จากนั้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานเกียรติบัตรแก่สตรีไทยดีเด่น 150 คน และเยาวสตรีไทยดีเด่น 25 คน แล้วเสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการ และกิจกรรมของหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เข้าร่วมงาน ประกอบด้วย นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ในการนี้ พระราชทานวโรกาสให้ที่ปรึกษาและคณะกรรมการอำนวยการจัดงาน คณะกรรมการอำนวยการสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ คณะกรรมการดำเนินงานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ร่วมฉายพระฉายาลักษณ์ ก่อนเสด็จฯ กลับพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต
ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ กล่าวว่าสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ และและภาคีเครือข่าย ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ จึงร่วมกันจัดงาน "วันสตรีไทย" สืบเนื่องมาเป็นประจำทุกปี
สำหรับในปี 2562 นี้ ได้กำหนดจัดงาน "วันสตรีไทย" ภายใต้แนวคิด "สายธารแห่งพระบารมี สู่การพัฒนาสตรีที่ยั่งยืน" ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสที่จะทรงเจริญพระชนมพรรษา 87 พรรษา ในวันที่ 12 ส.ค. 2562 ที่กำลังจะถึงนี้
อีกทั้งเพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้สตรีไทยได้มีความรู้และความสามารถเพิ่มขึ้น เป็นพลังในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติต่อไป เพื่อให้สังคมไทยและประชาคมโลกตระหนักถึงบทบาทความสามารถและคุณค่าของสตรีไทย และเพื่อรวมพลังกลุ่มองค์กรสตรีทั่วประเทศ ด้วยความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในอันที่จะพร้อมใจกันกระทำความดีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล
ด้านนางสาววัชรี วรรณศรี เจ้าของรางวัลสตรีไทยดีเด่น จากสมาคมสตรีนนทบุรี กล่าวถึงความรู้สึกว่า รู้สึกปลื้มปิติที่เป็นหนึ่งในผู้เข้ารับพระราชทานเกียรติบัตรสตรีดีเด่น ประจำปี 2562 และเฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระราชินี ในฐานะตัวแทนสมาคมสตรีนนทบุรี พร้อมจะน้อมรับพระราชดำรัสของพระองค์ เป็นแนวทาง ส่งเสริมสนับสนุนให้สตรีไทยได้มีความรู้และความสามารถเพิ่มขึ้น เพื่อการพัฒนาสังคมและประเทศชาติต่อไป ในประชาคมโลก โดยส่วนตัวแล้วคุณค่าของสตรีไทย มีความโดดเด่นในเรื่องบำเพ็ญประโยชน์แก่สังคมวงกว้าง ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคม มีผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

มอบโลโก้การันตีร้านอาหาร Thai SELECT ประเทศไทย (ปี 2) 225 ร้านต่อยอดความสำเร็จ...พร้อมให้นักท่องเที่ยวมาฝาก (ปาก) ท้อง ได้ทุกเมืองทั่วไทย

posted Aug 1, 2019, 12:24 AM by Suthep Puangmahod

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จัดพิธีมอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ให้แก่ร้านอาหารไทยที่ผ่านการคัดเลือกในปีที่ 2 จำนวน 225 ร้าน แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ Thai SELECT PREMIUM 3 ร้าน, Thai SELECT 201 ร้าน และ Thai SELECT UNIQUE 21 ร้าน ทำให้มีร้านอาหารที่ได้รับเครื่องหมาย Thai SELECT การันตีคุณภาพทั้งหมดทั่วประเทศแล้ว 798 ราย พร้อมร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ประชาสัมพันธ์ร้านอาหาร Thai SELECT ประเทศไทย ให้นักท่องเที่ยวทั่วโลก มั่นใจในคุณภาพร้านอาหาร ที่เราคัดสรรไว้ทุกที่ทั่วไทย
นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยภายหลังเป็นประธาน พิธีมอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ประจำปี 2562 ในวันพุธที่ 31 กรกฎาคม 2562 ณ ห้องประชุมบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ว่า ในปี 2562 มีผู้ประกอบการร้านอาหารไทยจากทั่วประเทศกว่า 800 ร้าน สมัครเข้าร่วมโครงการส่งเสริมร้านอาหารไทยให้ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ซึ่งกรมฯ ได้พิจารณาคัดเลือกร้านอาหารที่ผ่านเกณฑ์โดยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ และทรงคุณวุฒิทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น สถาบันอาหาร การบินไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย วิทยาลัยเทคโนโลยีครัววันดี และวิทยาลัยดุสิตธานี เป็นต้น รวมถึงจะช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้ร้านอาหาร Thai SELECT เป็นที่รู้จักแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ
อธิบดี กล่าวต่อว่า “ร้านอาหารไทยที่จะได้รับตราสัญลักษณ์ฯ จะต้องเป็นร้านอาหารไทยต้นตำรับ มีรายการอาหารไทยในร้านไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 มีกรรมวิธีการปรุงตามมาตรฐานของไทย ใช้วัตถุดิบและเครื่องปรุงของไทย มีรสชาติและคุณภาพอาหารยอดเยี่ยม ตกแต่งร้านสวยงาม และบริการเป็นเลิศ ซึ่งแบ่งตราสัญลักษณ์เป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1) Thai SELECT PREMIUM จะต้องได้รับ 90 คะแนนขึ้นไป 2) Thai SELECT ได้รับคะแนนระหว่าง 75-89 คะแนน และ 3) Thai SELECT UNIQUE ได้รับคะแนนระหว่าง 75-89 คะแนน และต้องมีเมนูอาหารที่เป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่น สำหรับผลการคัดเลือกในปีนี้ มีร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จำนวน 225 ร้าน แบ่งเป็น Thai SELECT PREMIUM จำนวน 3 ร้าน, Thai SELECT จำนวน 201 ร้าน และ Thai SELECT UNIQUE จำนวน 21 ร้าน” 
“ทั้งนี้ เมื่อรวมกับร้านที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เมื่อปี 2561 แล้ว มีจำนวนทั้งสิ้น 798 ร้าน แบ่งเป็น Thai SELECT PREMIUM จำนวน 10 ร้าน, Thai SELECT จำนวน 717 ร้าน และ Thai SELECT UNIQUE จำนวน 71 ร้าน โดยร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ และกรมฯ เชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ดี ที่จะช่วยให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับอาหารไทยคุณภาพและวัฒนธรรมท้องถิ่นไปพร้อมกัน”
“ปัจจุบันร้านอาหารไทยยังคงเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักที่ผู้ประกอบธุรกิจไทยให้ความสนใจลงทุนเป็นอันดับต้นๆ โดยในปี 2561 มูลค่าธุรกิจร้านอาหารไทยอยู่ที่ 420,000 ล้านบาท จากจำนวนร้านอาหารในประเทศไทย 231,916 ร้าน และมีแนวโน้มเติบโตไม่ต่ำกว่า 5% กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เล็งเห็นความสำคัญจึงดำเนินการส่งเสริมพัฒนาและยกระดับธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ Thai SELECT โดยสะท้อนวิถีชีวิตท้องถิ่นเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว สร้างประสบการณ์ด้านการกินอยู่ในวิถีไทย สร้างการรับรู้และจดจำแบรนด์ Thai SELECT ให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ
“ซึ่งในปีที่ผ่านมากรมฯได้สร้างความสัมพันธ์ในห่วงโซ่ (Supply Chain) ของธุรกิจร้านอาหาร โดยเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งตระหนักว่าธุรกิจร้านอาหารในปัจจุบันจะเติบโตได้ต้องใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี ผสานเข้ากับการตลาดอย่างสร้างสรรค์ และมีช่องทางการประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ จากโครงการนี้นอกจากจะช่วยเพิ่มยอดขายให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการแล้ว ผู้บริโภคเองก็จะได้มีโอกาสลิ้มรสชาติอาหารดี อร่อย ราคาย่อมเยาจากร้านเด่นร้านดังของเมืองไทย ซึ่งสามารถตอบโจทย์ ความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี” อธิบดี กล่าวในท้ายที่สุด

สถาบันอาหาร เร่งยกระดับอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารด้วยนวัตกรรม ชู 2 โครงการเด่น พุ่งเป้าตลาดอาหารอนาคต(Future Food) มูลค่า 1.96 แสนล้านบาท

posted Jul 22, 2019, 6:29 PM by Suthep Puangmahod

- นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร
สถาบันอาหาร หน่วยงานเครือข่ายกระทรวงอุตสาหกรรม เผยความคืบหน้า 2 โครงการเด่นช่วงครึ่งปีแรก 2562 หนุนผู้ประกอบการยกระดับอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร มุ่งพัฒนาผู้ประกอบการ 250 ราย สู่นักรบอุตสาหกรรมอาหารพันธุ์ใหม่(New Food Warrior 2019)อย่างต่อเนื่อง ผ่าน “โครงการยกระดับอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร โดยนำมาตรฐาน ผลิตภาพ และนวัตกรรม เป็นเครื่องมือในการเพิ่มขีดความสามารถนักรบอุตสาหกรรมพันธุ์ใหม่ ประจำปี 2562” เน้นส่งเสริมกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารอนาคต(Future Food) ชี้ปี 62 คาดมีมูลค่าตลาดในประเทศไม่น้อยกว่า 1.96 แสนล้านบาทต่อปี ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 3.3 ทั้งจัดกิจกรรมโรดโชว์ต่อยอดสร้างโอกาสทางการตลาดผลักดัน 4 ผลิตภัณฑ์ไฮไลต์ ทอดมันกุ้งไข่ขาว ขนมธัญพืช 7 ชนิด ข้าวหุงสุกเร็วผสมธัญพืช และผงกล้วยผสมผงถั่วขาวพร้อมดื่ม ภายใต้ “โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารนวัตกรรมเพื่อผู้สูงอายุ” แจงภาพรวมส่งออกอาหารของไทย 5 เดือนแรกปี2562(ม.ค.–พ.ค.) มีมูลค่า 435,217 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 ด้านนำเข้ามีมูลค่า 166,581 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 3.9
นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร หน่วยงานเครือข่ายกระทรวงอุตสาหกรรม เผยว่า ในช่วงครึ่งปีแรก 2562 ที่ผ่านมา สถาบันอาหาร ได้ร่วมกับ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) ดำเนินโครงการยกระดับอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร โดยนำมาตรฐาน ผลิตภาพ และนวัตกรรม เป็นเครื่องมือในการเพิ่มขีดความสามารถนักรบอุตสาหกรรมพันธุ์ใหม่ ประจำปี 2562 โดยมีวัตถุประสงค์ในการยกระดับผลิตภาพการผลิต และส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ได้เริ่มดำเนินกิจกรรมดังกล่าวมาตั้งแต่เดือนก.พ. ที่ผ่านมา จากการเปิดรับสมัครผู้ประกอบการอาหารทั่วประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี ให้เข้าร่วมโครงการจำนวน 250 ราย เพื่อเข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการในด้านการบริหารจัดการธุรกิจแนวใหม่ แนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจ การปรับเปลี่ยนวิธีคิดเพื่อการออกแบบธุรกิจยุคดิจิทัล การออกแบบคุณค่า รวมถึงการอบรมเชิงปฏิบัติการ ด้วยการยกระดับองค์ความรู้สู่อุตสาหกรรม 4.0 และกระบวนการเพื่อการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การยกระดับผลิตภาพด้วยกระบวนการ Lean Process และเทคนิคกลยุทธ์การตลาดในยุค Cashless Society เป็นต้น
ขณะนี้ได้คัดเลือกผู้ประกอบการเพื่อพัฒนาต่อยอดเชิงลึกสู่นักรบอุตสาหกรรมอาหารพันธุ์ใหม่จำนวน 25 กิจการ เพื่อเข้ารับคำปรึกษาในการยกระดับผลิตภาพ และปรับกระบวนการดำเนินธุรกิจในประเด็นที่ยังเป็นจุดอ่อนของกิจการโดยทีมที่ปรึกษาเข้าดำเนินการให้คำปรึกษารายกิจการ ณ สถานประกอบการ และจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ ภายใต้หลักสูตรการพัฒนานักรบผู้สร้างคุณค่าเพิ่ม(Creating Value Warriors) โดยมีกิจกรรมเชื่อมโยงเครือข่ายนักรบ ได้แก่ Team Building , Study Visit และ Knowledge Sharing เป็นต้น
“ผู้ประกอบการที่ผ่านการคัดเลือกในปี 2562 จำนวน 25 ราย เป็นผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารอนาคต (Future food) 4 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ กลุ่มผู้ผลิตอาหารเพื่อสุขภาพ (Health Food / Functional Food) 19 กิจการ กลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารอินทรีย์ (Organics) 4 กิจการ กลุ่มผู้ผลิตอาหารทางการแพทย์ (Medical food) 1 กิจการ และกลุ่มผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและสารสกัดสมุนไพร (Food Supplementary & Herb Extract) 1 กิจการ โดยแต่ละรายจะได้รับการยกระดับในด้านต่างๆ เพื่อให้พร้อมแข่งขันในระดับสากลมากขึ้น เช่น บริษัท บ้านโป่งโนวิเทจ จำกัด ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์อาหารทางแพทย์ ยกระดับด้านดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง (Digital Marketing) เพื่อขยายช่องทางการจำหน่ายให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มมากขึ้น บริษัท นราห์ อินดัสตรี จำกัด ผู้ผลิตชาและอาหารเสริมจากพืชสมุนไพรออร์แกนิค ยกระดับด้านกระบวนการผลิตด้วย Lean Process การเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องจักร บริษัท อินทัชธนกร จำกัด ผู้ผลิตบิสกิตเพื่อสุขภาพ จากน้ำนมถั่วเหลืองเพื่อทดแทนเนย และผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากถั่วเหลือง ยกระดับด้านการเพิ่มมูลค่าจากถั่วเหลือง บริษัท ซีซ่า ฟูดส์ จำกัด ยกระดับด้านกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ว่านหางจระเข้อบแห้ง บริษัท ไทยอินโนฟู้ด จำกัด ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แหนม ไส้กรอก พรีไบโอติก ยกระดับด้านการจัดการกระบวนการผลิตด้วย Lean Process เพื่อลดความสูญเสีย เป็นต้น ซึ่งจะดำเนินกิจกรรมดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2562 นี้”
นายยงวุฒิ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้สถาบันอาหารยังได้จัดทำ “โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารนวัตกรรมเพื่อผู้สูงอายุ” โดยร่วมกับผู้ประกอบการยกระดับอาหารแปรรูปและเกษตรแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบของผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้สูงอายุ โดยใช้นวัตกรรมใหม่(Food Innovation for Anti-Aging) มุ่งให้ได้รับการพัฒนาในเชิงพาณิชย์ จัดทำผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ต้นแบบเสร็จเรียบร้อยแล้วรวม 4 ผลิตภัณฑ์ ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานความร่วมมือกับหน่วยงานเป้าหมายหลายแห่งเพื่อจัด “กิจกรรมต่อยอดเพิ่มโอกาสทางการตลาดและสร้างการรับรู้ให้แก่ผู้บริโภคเป้าหมาย” ล่าสุดได้นำผลิตภัณฑ์ไปแนะนำในงานประชุมที่รพ.สมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ในโครงการโภชนบำบัดสำหรับผู้ป่วยเรื้อรังและสัปดาห์โภชนาการให้ความรู้ผู้ป่วย ญาติ และผู้สนใจ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ทั้งหมด สามารถสนองตอบความต้องการของผู้สูงอายุ และผู้ใส่ใจดูแลสุขภาพได้เป็นอย่างดี ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ “ทอดมันกุ้งไข่ขาว” โดยบริษัท บีเลิฟเนอร์สซิ่งโฮม จำกัด จ.นครสวรรค์ เก็บรักษาแบบแช่เย็น/แช่เยือกแข็ง เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการโปรตีนในมื้ออาหารหลัก ย่อยง่าย ได้พลังงาน รับประทานง่ายไม่มีกลิ่นคาว ในอนาคตมีแผนจะจับมือกับศูนย์ดูแลสุขภาพ/ผู้ป่วยทั้งในและต่างประเทศ และเปิดเป็นร้านอาหารให้บริการอาหารไข่ขาวที่มีความหลากหลายทั้งคาว-หวาน
ผลิตภัณฑ์ “ขนมธัญพืช 7 ชนิด” โดยบริษัท ไทยฟู้ดส์ทูโก จำกัด จ.กำแพงเพชร อาหารว่างที่ประกอบด้วยธัญพืช รวม 7 ชนิด ได้แก่ ถั่วแดงเมล็ดเล็ก ถั่วแดงเมล็ดใหญ่ ถั่วขาว ถั่วเขียว ถั่วดำ ลูกเดือยและข้าวเหนียวดำ ผ่านกระบวนการให้ความร้อนต้มเคี่ยวทั้งวัน จนได้เนื้อสัมผัสนุ่ม เคี้ยวง่าย
อุดมด้วยโปรตีนและใยอาหารสูง เก็บรักษาแบบแช่เยือกแข็ง มีแผนจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ทานแบบเย็นคล้ายไอศกรีมต่อไป แนวโน้มมุ่งทำตลาดกลุ่มลูกค้าที่ให้บริการ catering ฟิตเนส ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ และร้านค้าสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ “ข้าวหุงสุกเร็วผสมธัญพืช” โดยห้างหุ้นส่วนจำกัดกมลไท เกษตรภัณฑ์ จ.อุทัยธานี ผลิตจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ เผือกหอม มันแครอท และฟักทองที่ปลูกโดยเกษตรกร ปลอดสารเคมี ผ่านการทำให้สุกและอบแห้ง เหมาะสำหรับหุงเป็นทั้งข้าวสวยและข้าวต้ม ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที ก็หอม นุ่ม พร้อมรับประทาน ได้คุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งผู้ประกอบการได้พัฒนาต่อยอดปรับเปลี่ยนเป็นการใช้ข้าว กข.43 ทำให้ผลิตภัณฑ์นี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวานมากยิ่งขึ้น เพราะเป็น Low GI และผลิตภัณฑ์ “ผงกล้วยผสมผงถั่วขาวพร้อมดื่ม” โดยห้างหุ้นส่วนจำกัดทุ่งโพธิ์พืชผล จ.พิจิตร เป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชนิดผง ที่มีส่วนผสมหลักคือผงกล้วยและถั่วขาวผง ที่ชงดื่มง่าย ได้ประโยชน์ สามารถผสมกับเครื่องดื่มที่ชื่นชอบ แทนครีมเทียม แต่ได้ประโยชน์ด้านการเคลือบกระเพาะ ช่วยระบบขับถ่ายและควบคุมน้ำหนัก ซึ่งได้รับการตอบรับจากกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างดี หลังจากนี้จะทยอยแนะนำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปสู่กลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายในวงกว้างต่อไป
“สำหรับภาพรวมการส่งออกอาหารของไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2562 (ม.ค.-พ.ค.) มีมูลค่า 435,217 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 166,581 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 3.9 ในส่วนของตลาดอาหารอนาคต(Future Food) ในประเทศ คาดว่าในปี 2562 จะมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 1.96 แสนล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.3 จากปี 2561 และมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยอาหารฟังก์ชันนัลคือกลุ่มหลักที่มีส่วนแบ่งตลาดกว่าร้อยละ 60 รองลงมาคือกลุ่มผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่ดีต่อสุขภาพ กลุ่มอาหาร free-from เช่น ปราศจากเนื้อสัตว์ ปราศจากกลูเตน และอาหารอินทรีย์ แนวโน้มการเติบโตของอาหารอนาคตในตลาดส่งออกที่มีศักยภาพสูงในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น และจีน ก็มีทิศทางเดียวกัน ผู้ประกอบการจึงไม่ควรมองข้ามการผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยการนำนวัตกรรม และเทคโนโลยีการแปรรูปอาหารต่างๆ มาใช้ในการผลิต เพื่อเป็นการยกระดับสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรสู่อาหารแปรรูปในรูปแบบอาหารอนาคตอย่างมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในตลาดส่งออกต่อไป”

“ธรรมนัส” ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ภัยแล้งในจังหวัดพะเยา พร้อมเรียกหน.ส่วนราชการสังกัด กษ. มอบนโยบายพัฒนา “กว๊านพะเยา”

posted Jul 21, 2019, 6:35 PM by Suthep Puangmahod

วันที่ 20 กรกฏาคม 2562 เวลา 09.00 น. ร้อยเอก ดร. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการในจังหวัดพะเยาเพื่อติดตามแนวทางการพัฒนาพื้นที่กว๊านพะเยา พร้อมทั้งมอบนโยบายการดำเนินงานแก่หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นอกจากนี้ยังได้ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำจำนวน 150,000 ตัว ได้แก่ ปลาสร้อยขาว และปลาตะเพียนขาว ปลาเทพา ลงสู่กว๊านพะเยา ตลอดจนได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบสถานการณ์ภัยแล้งในกว๊านพะเยาและกองดินบริเวณตำบลบ้านต๋อม ตำบลบ้านสาง และตำบลแม่ใส อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา หลังพบสถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้มีหัวหน้าส่วนราชการและพี่น้องประชาชนในพื้นที่มาให้การต้อนรับเป็นจำนวนมาก
กว๊านพะเยาเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ในเขตภาคเหนือตอนบน ตั้งอยู่เขตอำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา มีพื้นที่ 12,831ไร่ 1 งาน 26.6 ตารางวา ระยะทางยาวประมาณ 15 กิโลเมตร กว้างประมาณ10 กิโลเมตร ความลึกเฉลี่ยน้อยกว่า  2 เมตร มีรูปร่างคล้ายแอ่งกระทะ หรือกระเพาะหมูเป็นแหล่งรับน้ำจากลำน้ำ 10 ลำน้ำ ได้แก่ ลำน้ำแม่ปืม ลำน้ำแม่เหยี่ยน ลำน้ำแม่ตุ้ม ลำน้ำแม่ต๋ำ ลำน้ำแม่ต๋อม ลำน้ำแม่ตุ่น ลำน้ำแม่นาเรือ ลำน้ำแม่ใส ลำน้ำแม่ต๊า และมีลำน้ำแม่อิงซึ่งเป็นลำน้ำสายหลัก จากการสำรวจข้อมูลภาคประมงในกว๊านพะเยาพบสัตว์น้ำประมาณ 28-36 ชนิดพันธุ์ ได้แก่ กลุ่มปลาสร้อย ปลาตะเพียน และปลานิล พบชาวประมง จำนวน17 ชุมชน 344 ครอบครัว โดยการทำประมงส่วนใหญ่จะใช้เป็นเครื่องมือประมงพื้นบ้าน เช่น แห ข่าย ยอ เบ็ด ตุ้ม ฯลฯ ซึ่งรายได้จากการทำประมงโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 7,000 – 9,000 บาท/เดือน 
ในปี พ.ศ. 2482 กรมประมงได้มีการก่อสร้างประตูปิดกั้นลำน้ำอิง เพื่อสร้างประโยชน์ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและเพิ่มพื้นที่ในการเก็บกักน้ำ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งอุปโภคบริโภค และแหล่งเก็บกักน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก ตลอดจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจของประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวจากตำแหน่งที่ตั้งของกว๊านพะเยา ด้านตะวันออกติดชุมชนเมือง ร้านค้า ร้านอาหารโรงพยาบาล ส่วนด้านตะวันตกติดแหล่งเกษตรกรรม เลี้ยงสัตว์และพื้นที่นาทำให้ปัจจุบันกว๊านพะเยาได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงมากขึ้นตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์และปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ ปัญหาการขยายตัวของวัชพืช ปัญหาคุณภาพน้ำเสื่อมโทรมและที่สำคัญที่สุดคือ การประสบปัญหาภัยแล้งอย่างหนักในปี พ.ศ. 2558-2559 ซึ่งทำให้ชนิดและปริมาณของสัตว์น้ำลดลงอย่างมากสำหรับปัญหาที่ทำกินและปัญหาการบุกรุกพื้นที่กว๊านพะเยาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากรมประมงได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัญหาในพื้นที่ลุล่วงไปเป็นอย่างมาก โดยแสดงเจตจำนงใช้ประโยชน์ ตามแนวเขต นสล.(พย.0149) เนื้อที่ 12,831 ไร่ 1 งาน 26.6 ตารางวา ซึ่งมีหลักเขตของกรมธนารักษ์โดยรอบชัดเจน เพื่อให้เกิดพัฒนากว๊านพะเยาอย่างมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ได้แก่ หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่ เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาจะส่งผลให้กว๊านพะเยาเป็นแหล่งน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ สร้างรายได้ให้กับประชาชน และก่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนต่อไป จึงได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนากว๊านพะเยา จำนวน 3 ยุทธศาสตร์ ดังนี้1. ยุทธศาสตร์การจัดการปริมาณน้ำกว๊านพะเยา จากในปัจจุบันปริมารเก็บกักของกว๊านพะเยา อยู่ที่ 33.84 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งต้องจัดสรรให้กับเกษตรกรที่อยู่ใต้ประตูน้ำในฤดูแล้ง จำนวนถึง 15 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี และยังต้องจัดสรรให้กับการประปาส่วนภูมิภาคพะเยา ปีละ 7.2 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ปริมาณน้ำที่เหลือสำหรับการเพาะขยายพันธุ์สัตว์น้ำเพียง 11.64 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งไม่เพียงพอและเป็นปัญหาโดยเฉพาะปี พ.ศ.2558 ที่กว๊านพะเยาประสบกับปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก จนน้ำลดเหลือเพียง 7 ล้านลูกบาศก์เมตร นอกจากนี้ยังมีปริมาณตะกอนไหลลงประมาณปีละ 9 หมื่นลูกบาศก์เมตร (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,2547) ทำให้กว๊านพะเยา ตื้นเขินอย่างมาก โดยข้อมูลประจำเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2559 มีความลึกเฉลี่ยเพียง 0.6 เมตร2. ยุทธศาสตร์การจัดการคุณภาพน้ำ จากปริมาณน้ำที่มีน้อยดังกล่าว จึงทำให้คุณภาพน้ำในกว๊านพะเยาเสื่อมโทรมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในฤดูแล้ง โดยจากการศึกษาของศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพะเยาที่วิเคราะห์คุณภาพน้ำทุกๆ เดือน เดือนละ 12 จุดสำรวจ และข้อมูลจากสำนักสิ่งแวดล้อมภาคเหนือ จังหวัดลำปาง ซึ่งออกสำรวจคุณภาพน้ำทุกๆ 3 เดือน ระบุตรงกันว่า คุณภาพน้ำกว๊านพะเยาอยู่ในระดับ 4 เสื่อมโทรมมาก ตามมาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดิน3. ยุทธศาสตรการจัดการสัตว์น้ำ การลดลงทั้งชนิดและปริมาณของ  สัตว์น้ำโครงสร้างประชาคมปลามีการเปลี่ยนแปลง พบโครงสร้างโดยน้ำหนักของกลุ่มปลากินเนื้อต่อปลากินพืชมีสัดส่วนมากเกินไป คุณภาพน้ำเสื่อมโทรมโดยเฉพาะค่าปริมาณความสกปรกในรูปอินทรีย์สาร (BOD) ที่มีค่ามากกว่าค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดินของกรมควบคุมมลพิษ (2535) ในทุกจุดสำรวจในช่วงที่ปริมาณน้ำในกว๊านพะเยาลดลง การใช้เครื่องมือผิดกฎหมายในการทำประมง เช่น การใช้กระแสไฟฟ้า อวนล้อม ข่ายขนาดช่องตาเล็กเกินไป เป็นต้น

กระทรวงเกษตรฯ คึกคัก 4 รมต. พร้อมลุยงานวันแรก

posted Jul 18, 2019, 5:59 PM by Suthep Puangmahod

18 กรกฎาคม 2562 เวลา 09.00 น. นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยรัฐมนตรีช่วยฯ ทั้ง 3 คน ประกอบด้วย ร้อยเอก ดร. ธรรมนัส พรหมเผ่า / นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ / นายประภัตร โพธสุธน และข้าราชการประจำกระทรวง ได้ร่วมกันสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเป็นสิริมงคลในการเริ่มต้นทำงานวันแรก
ทั้งนี้ นายเฉลิมชัย ได้กล่าวว่า รู้สึกอบอุ่น และมีความสุข ที่ทุกคน มาพร้อมหน้าพร้อมตา ในการทำงานวันแรก ส่วนประเด็นเรื่องการแย่งห้องทำงานนั้น ตนยืนยันว่า เรื่องห้องเป็นแค่ส่วนประกอบ เล็กน้อย เพราะทุกคนตั้งใจมาทำงาน ข่าวที่ออกมาเป็นเรื่องเข้าใจผิด สิ่งที่ต้องทำ คือ ทุ่มเททำงานให้ประชาชนมากที่สุด ส่วนปัญหาเรื่องฝนทิ้งช่วง และโรคระบาดของพืช นั้น ตอนนี้ตนจะต้องหารือในทุกมิติ ซึ่งเป็นเรื่องด่วนทั้งหมด เชื่อว่าจะขับเคลื่อนแผนงานได้พร้อมกันทั้งหมด แต่ตนให้ความสำคัญในเรื่องการบริหารจัดการน้ำก่อนเป็นอันดับแรก ตนคาดการณ์ไว้ว่าน้ำจะน้อย ต้องประชาสัมพันธ์ และเตรียมแผนรับมือ หาพืชน้ำน้อยมาทดแทนการปลูกข้าว ส่วนเรื่องน้ำแล้ง ตนยืนยันว่า ยังไม่ถึงวิกฤตที่จะต้องประกาศภัยแล้ง และตนจะส่งเสริมเรื่องการตลาดนำเกษตรกร จะช่วยแก้ปัญหาราคา ได้ตามเป้า พร้อมสานต่อโครงการของรัฐมนตรีฯ คนก่อน
ทั้งนี้ นายเฉลิมชัย ยังกล่าวถึงการประกันราคาพืชผล ว่า ยืนยันจะทำตามที่รับปากตอนหาเสียงแน่นอน แต่ต้องรอเมื่อถึงเวลา ต้องมีมาตรการรองรับและทำตามขั้นตอน เพราะบางเรื่องต้องประสานกับกระทรวงพาณิชย์ด้วย คงทำอะไรไม่ได้เลยทันทีต้องเรียกประชุมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ยืนยันจะทำเต็มที่ ไม่นานเกินรอ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้ง 4 รัฐมนตรี ยังได้ร่วมกันถ่ายภาพหมู่กับข้าราชการกระทรวงเกษตรกรที่มาคอยต้อนรับเป็นจำนวนมาก ก่อนจับมือกันชูขึ้นแสดงความสัมพันธ์ที่ดีด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใจ และพร้อมจะทำงานร่วมกันต่อไป

กรมปศุสัตว์จัดกิจกรรม“ปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ” ออกช่วยเหลือประชาชน-เกษตรกรตลอดเดือนมหามงคลในพื้นที่ 10 จว.ทั่วประเทศ

posted Jul 10, 2019, 5:53 PM by Suthep Puangmahod

“กรมปศุสัตว์” ชูโครงการปศุสัตว์เคลื่อนฯ เพื่อเทิดพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 67 พรรษา โดยส่งหน่วยสัตว์แพทย์เคลื่อนที่ออกช่วยเหลือประชาชน-เกษตรกรในพื้นที่ 10 จังหวัดทั่วประเทศตลอดเดือนมหามงคล
วันนี้(10 กรกฎาคม 2562) ณ เทศบาลเมืองทับกวาง ตำบลทับกวาง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี โดยมี นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธาน พร้อมด้วยนายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีได้ร่วมพิธีเปิด “โครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 67 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2562” ซึ่งกรมปศุสัตว์จัดขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และร่วมเทิดพระเกียรติในเดือนมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาในปีนี้
- 
นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์
นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2562 กรมปศุสัตว์ได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีน้ำพระราชหฤทัยต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์และสัตว์ ที่ถูกทอดทิ้งทั่วประเทศ ดังนั้น เพื่อเป็นการถวายเป็นพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และร่วมเทิดพระเกียรติ ในเดือนมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาในปีนี้ กรมปศุสัตว์จึงได้จัดทำโครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติฯขึ้น เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ และสัตว์ที่ถูกทอดทิ้งในที่สาธารณะ ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและยั่งยืนตลอดไป
โดยกำหนดเปิดโครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ ฯ ขึ้นในจังหวัดสระบุรี มีพื้นที่เป้าหมาย 13 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองสระบุรี อำเภอแก่งคอย อำเภอเฉลิมพระเกียรติอำเภอดอนพุด อำเภอบ้านหมอ อำเภอพระพุทธบาท อำเภอมวกเหล็ก อำเภอวังม่วง อำเภอวิหารแดง อำเภอเสาไห้ อำเภอหนองแค อำเภอหนองแซง อำเภอหนองโดน จำนวน 109 ตำบล จำนวน 926 หมู่บ้าน คาดว่าจะมีเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์มาขอรับบริการไม่น้อยกว่า 1,000 ราย จำนวนสัตว์ที่จะได้รับบริการ 10,000 ตัว และมีเจ้าหน้าที่ร่วมปฏิบัติงาน จำนวน 100 คน ซึ่งมาจากหน่วยงานของกรมปศุสัตว์ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในพื้นที่ปศุสัตว์เขต 1 ส่วนกิจกรรมสำคัญ ประกอบด้วย การตรวจรักษาพยาบาลสัตว์ทั้งด้านอายุรกรรม สูติกรรม ศัลยกรรม การฉีดวัคซีนป้องกันโรค การกำจัดพยาธิภายในและภายนอก การเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจชันสูตรโรคสัตว์ การสำรวจสภาวะโรค การเสวนาปัญหาด้านปศุสัตว์ รวมทั้งการให้ความรู้และคำแนะนำ เป็นต้น
“โครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติฯ เป็นโครงการเทิดพระเกียรติในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา-พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 67 พรรษา ที่ชาวปศุสัตว์ภาคภูมิใจที่ได้จัดถวายแก่พระองค์ท่าน โดยส่งหน่วย- สัตวแพทย์เคลื่อนที่ออกไปให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนชาวทั่วประเทศ ให้ได้รับบริการตรวจรักษาพยาบาล แก่สัตว์เลี้ยงของเกษตรกร ที่มีฐานะยากจนและอยู่ห่างไกลสถานบริการภาครัฐ เพื่อป้องกันโรคระบาดทั้งจากสัตว์และ โรคสัตว์สู่คน มิให้เกิดการแพร่ระบาดในพื้นที่ใกล้เคียง ช่วยพัฒนาสุขภาพสัตว์เลี้ยงเกษตรกรให้สมบูรณ์ และได้รับการถ่ายทอดความรู้ด้านการดูแล สุขภาพสัตว์ อันทำให้เกิดความมั่นคงแก่อาชีพการเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรในลักษณะเศรษฐกิจพอเพียง” นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว
อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากจังหวัดสระบุรีแล้ว กรมปศุสัตว์ยังขับเคลื่อนโครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติฯในพื้นที่อีก 9 จังหวัดทั่วประเทศตลอดเดือนมหามงคล ได้แก่ 
วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา ณ สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ (หอประชุมเทศบาลพนัสนิคม) อำเภอ พนัสนิคม จังหวัดชลบุรี
วันที่ 9 กรกฎาคม 2562 ณ โรงเรียนอนุบาลมณีราษฎร์วณาลัย ตำบลห้วยแถลง อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา
วันที่ 10 กรกฎาคม 2562 ณ สนามหน้าศาลากลางจังหวัดสกลนคร
วันที่ 10 กรกฎาคม 2562 ณ โรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี 2 อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา
วันที่ 23 กรกฎาคม 2562 ณ เทศบาลตำบลบ้านสร้าง อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
วันที่ 23 กรกฎาคม 2562 ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคารหอประชุมจังหวัดลำปาง ศาลากลางจังหวัดลำปาง
วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 ณ เทศบาลตำบลวังกะพี้ อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์
วันที่ 25 กรกฎาคม 2562 ณ หอประชุมอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี และ ณ ศาลาประชาคม อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฏร์ธานี

ดังนั้น กรมปศุสัตว์จึงขอเชิญชวนเกษตรกร ประชาชนและผู้ที่สนใจเข้ารับบริการฟรี ตามวัน เวลา และสถานที่ดังกล่าว หากท่านใดต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ กองสวัสดิภาพสัตว์และสัตวแพทย์-บริการ โทร. 0 – 2653 – 4444 ต่อ 4191 ในวัน และเวลาราชการ
ในวันเดียวกันนายวินิจ คำโพธิ์ สัตวแพทย์ชำนาญงาน สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสระบุรี ได้นำหน่วยปศุสัตว์เคลื่อนที่ ให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำนมดิบ ณ ฟาร์มโคนมนายวิชัย เฉิดจะโปะ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรีโดยเจ้าหน้าได้ทำการเก็บตัวอย่างน้ำนมโค เพื่อวิเคราะห์คุณค่าทางอาหารองค์ประกอบน้ำนม และค่าของโซมาติคเซลล์เพื่อนำไปแก้ไขปัญหาในฟาร์มเช่น ระบบสืบพันธุ์ การผสมติดยากในโคนม ตลอดจนให้คำแนะนำด้านอาหารและการจัดการโคนม

- ฟารม์โคนมนาย วิชัย  
 เฉิดจะโปะ 
- นาย วิชัย 
 เฉิดจะโปะ  เจ้าของฟารม์ วิชัย อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี

ยูนิเซฟจับมือ ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ลงพื้นที่โมซัมบิกให้กำลังใจเด็กที่ประสบภัยจากพายุไซโคลน ในโครงการ #ไทยช่วยภัยไซโคลน

posted Jul 8, 2019, 6:27 PM by Suthep Puangmahod

กรุงเทพฯ  8 กรกฎาคม 2562  -  ยูนิเซฟ ประเทศไทย จับมือ ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี ลงพื้นที่เยี่ยมเด็กๆ และครอบครัวผู้ประสบภัยจากพายุไซโคลนในประเทศโมซัมบิกเมื่อวันที่ 24-29 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อนำเรื่องราวมาถ่ายทอดให้คนไทยได้รับรู้ พร้อมระดมทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยโครงการ #ไทยช่วยภัยไซโคลน 
เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พายุไซโคลนอิดาอีที่พัดถล่มหลายประเทศในแอฟริกา ได้แก่ ประเทศโมซัมบิก ประเทศมาลาวี และประเทศซิมบับเว นับเป็นภัยพิบัติครั้งร้ายแรงที่สุดในแอฟริกาตอนใต้ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แม้เหตุการณ์จะผ่านมาราว 3-4 เดือนแล้ว  แต่ภัยพิบัตินี้ยังคงส่งผลกระทบต่อประชากรกว่า 3 ล้านคน และเด็ก ๆ อีกกว่า 1.6 ล้านคน ซึ่งกำลังเสี่ยงต่อโรคระบาด และภาวะขาดสารอาหารรุนแรง เนื่องจากการต้องอพยพออกจากบ้าน ขาดแคลนน้ำสะอาดและขาดสุขอนามัยที่ดี
โครงการ #ไทยช่วยภัยไซโคลน จัดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงวิกฤตร้ายแรง และระดมทุนจากประชาชนไทยเพื่อช่วยเหลือเด็ก ๆ และครอบครัวกว่า 3 ล้านคนในแอฟริกาที่กำลังเดือดร้อนอย่างหนัก โดย ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี รับหน้าที่เป็นตัวแทนภารกิจพิเศษของโครงการ  
หลังจากได้ไปเยี่ยมเด็ก ๆ ที่โมซัมบิกแล้ว ติ๊กกล่าวว่า “แม้เหตุการณ์จะผ่านมาหลายเดือนแล้ว แต่เด็กและครอบครัวผู้ประสบภัยยังคงใช้ชีวิตอยู่กันอย่างยากลำบาก ผมรู้สึกเป็นห่วงอนาคตของเด็ก ๆ ที่นี่ พวกเขาควรมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้  ผมเชื่อว่า ในฐานะที่พวกเราทุกคนคือประชากรบนโลกใบเล็ก ๆ ที่เชื่อมต่อถึงกัน การสนับสนุนจากคนไทยในภาวะวิกฤตนี้ จะช่วยให้เด็ก ๆ สามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ และกลับมามีชีวิตที่เป็นปกติอีกครั้งครับ”
ช่องทางบริจาค 
SMS: พิมพ์ 100 และส่งมาที่เบอร์ 4712225 (100 บาทต่อ 1 ข้อความ)
ออนไลน์: http://www.unicef.or.th/cyclone
โอนผ่านบัญชีธนาคาร: ธนาคารกรุงเทพ หมายเลขบัญชี 201-3-01324-4 
กรุณาส่งข้อมูลติดต่อ (ชื่อ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์) พร้อมใบสลิปมาที่ยูนิเซฟ โดยระบุ “ไซโคลน” มาที่ unicefthailand@unicef.org หรือแฟ็กซ์ 02 356 9229 


1-10 of 245