Travellers


ล่องเรือท่องเที่ยวหมู่บ้านประมง@ปากน้ำปราณบุรีจ.ประจวบคีรีขันธ์

posted Jul 11, 2019, 5:31 AM by Suthep Puangmahod

เที่ยวทั่วไทยไปกับพี่หนุ่ม-สุทนพาไปปากน้ำปราณและศาลเจ้าแม่ทับทิมทอง อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์)สุขสันต์
-หมู่บ้านประมง@ปากน้ำปราณบุรีจ.ประจวบคีรีขันธ์ 
วันพฤหัสที่ 11กรกฎาคม2562 วันนี้พี่หนุ่ม-สุทน ขอแนะนำเส้นทางท่องเที่ยว อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ไปเที่ยวอ.ปราณบุรี ต้องได้ทำ3สิ่งนี้ 
1.ล่องเรือปากน้ำปราณบุรี ชมทัศนียภาพ2ฝั่งแม่น้ำมีเรือชาวเลหรือชาวประมงพื้นบ้านและเรือชาวประมงน้ำลึกหรือที่เราเรียกชาวตังเกนั้นแหละยังมีวิถีชีวิตดั้งเดิมสืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษถึงทุกวันนี้ แม่น้ำปราณอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรป่าชายน้ำและหอยนางรมเกาะตามรากไม้มีมาตามธรรมชาติแนวยาวเหยียดของป่าไม้ชายเลนประมาณ1ก.ม และชาวบ้านมาแคะหอยนางรมได้ไม่มีเจ้าของ แล้าเอาไปขายได้ราคาดี๊ดีนะจ๊ะ นี่คือธรรมชาติสร้างสรรค์ให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวชม
 
- ล่องเรือชมวิถีชีวิตหมู่บ้านประมง@ปากน้ำปราณบุรีจ.ประจวบคีรีขันธ์ 
- ปากแม่น้ำปราณบุรี
2.ไปขอพรศาลเจ้าแม่ทับทิมทอง ตั้งอยู่บนเนินเขาเขตหมู่บ้านท่าลาดกระดานต.ปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ศาลเจ้าแม่ทับทิมทองเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ทุกวันชาวเลและชาวประมงจะเดินทางมาขอพรกันมากและด้วยความเชื่อเมื่อครั้งอดีตที่ผ่านมา เรือประมงเข้าหรือออกแม่น้ำปราณเพื่อออกไปหาปลาในท้องทะเล จะเจอ จระเข้ตัวใหญ่ด้านหน้าศาลเจ้าแม่ทับทิมทอง จึงเชื่อว่าเป็นศิษย์ของเจ้าแม่ทับทิมทอง สำหรับการสร้างศาลเจ้าแม่ทับทิมทอง มีเรื่องราวเล่าขานสืบต่อกันมาถึงทุกวันนี้ ขอย้อนอดีตเมื่อประมาณ 200กว่าปีที่ผ่านมา สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์มีเรือสำเภามาส่งสินค้าเมืองปากน้ำปราณบุรีและมีชายชราเป็นชาวจีนอาศัยมากับเรือสำเภา เพื่อตามหาลายแทงสมบัติของเจ้าแม่ทับทิมทอง แล้วได้ขึ้นมาบนเขาลูกนี้ก็พบไห2ใบตามลายแทง จึงได้จัดสร้างศาลเจ้าแม่ทับทิมทองบริเวณที่พบไหครับ ศาลเจ้าแม่ทับทิมทอง นอกจากเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังมีทัศนียภาพสวยงามโดยเฉพาะช่วงแสงอาทิตย์ลับขอบทะเลถ่ายภาพเห็นแม่น้ำปราณและวิถีชาวเลปากน้ำปราณ เป็นภาพที่สวยงามเกินกว่าคำบรรยายฮิฮิ และวิวทิวทัศน์มองได้รอบตัวเราพร้อมกับอมยิ้มแล้วร้องว้าวว้าว สวยงามจุงเบย ใครไม่ไป ใครไม่รู้?พี่หนุ่ม-สุทนขอบอกควรจะหาโอกาสเดินทางไปเที่ยวอ.ปราณบุรีเพื่อพักผ่อนบรรยากาศแบบหาดทรายชายทะเลและสายน้ำแม่น้ำปราณซึ่งเคยเป็นเมืองปราณบุรีมาก่อนครับ 
- ศาลเจ้าแม่ทับทิม
- วิวทัวทัศน์บนศาลเจ้าแม่ทับทิม
- พี่หนุ่มสุทนนั่งชมวิวทิวทัศน์อยู่บนศาลเจ้าแม่ทับทิมทอง
นักท่องเที่ยวสนใจเดินทางไปเที่ยว อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ โทรศัพท์ 03251-3885หรือ03251-3854 ได้ทุกวันตั้งแต่เวลา08.30-16.30น.
นางสาวโศรยา หอมชื่น ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)สำนักงานประจวบคีรีขันธ์
 และขอบคุณนางสาวโศรยา หอมชื่น ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ที่ให้การต้อนรับคณะสื่อมวลชนชมรมนักข่าวท่องเที่ยวออนไลน์เป็นอย่างดีและทางคณะสื่อมวลชนชมรมนักข่าวท่องเที่ยวออนไลน์จะนำเรื่องราวสถานที่ท่องเที่ยวมาประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวจ.ประจวบคีรีขันธ์ครับ

ท่องเที่ยวสวนสามพรานริเวอร์ไซด์ ในยุค 4.0

posted Jul 7, 2019, 7:35 PM by Suthep Puangmahod   [ updated Jul 7, 2019, 8:41 PM ]

เที่ยวทั่วไทยไปกับพี่หนุ่ม-สุทนทริปนี้ขอพาท่านไปท่องเที่ยวและเรียนรู้เรื่องราวของเกษตรอินทรีย์ยังสวนสามพราน อ.สามพราน จ.นครปฐม) ขอเริ่มเล่าเรื่องให้ฟังนะจ๊ะ พี่หนุ่ม-สุทน ได้มีโอกาสเดินทางไปเก็บข้อมูลพื้นดินปลูกผักเกษตรอินทรีย์หรือตามที่เราๆ ท่านๆ เรียกผักปลอดสารพิษ แต่คำว่าผักอินทรีย์ พี่หนุ่ม-สุทนเคยได้พูดคุยกับพี่หลวงเจ้าของพื้นดินปลูกผักทุกชนิดในเขตป่าละอู ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พี่หลวงบอกว่าปลอดภัยแน่นอนต้องเป็นผักอินทรีย์ แต่พี่หนุ่ม-สุทนขอกลับมาเล่าเรื่องราวของโรงแรมแห่งนี้ให้ฟังก่อนตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันโรงแรมสวนสามพรานริเวอร์ไซด์มีอายุประมาณ 57 ปีแล้วครับอายุแก่กว่าท่านผู้อ่านบางคน พี่หนุ่ม-สุทนขอเล่าเรื่องย้อนอดีตของโรงแรมแห่งนี้ให้ฟังก่อนสำหรับโรงแรมสวนสามพรานริเวอร์ไซด์แห่งนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีนมีชื่อเสียงรู้จักกันมาช้านาน แต่ส่วนใหญ่ทุกคนจะได้ยินชื่อสวนสามพรานริเวอร์ไซด์หรือเป็นภาษาอังกฤษเรียกว่า “Rose garden” เหตุผลเป็นเพราะสวนสามพรานริเวอร์ไซด์แห่งนี้เป็นสวนปลูกกุหลาบหลากหลายสายพันธุ์ บอกตรงๆ มาเที่ยวแล้วไม่ผิดหวัง เพราะดอกกุหลาบสุดสวยงามน่าชวนชม ส่วนเหตุผลที่ 2. ช่วงประเพณีลอยกระทง นักท่องเที่ยวทั่วสารทิศต่างมุ่งหน้ามาเที่ยวสวนสามพราน รถยนต์ติดยาวเหยียดจนถึงเที่ยงคืน 
สวนสามพรานริเวอร์ไซด์หรือที่นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้จักกันในนาม “Rose garden” ซึ่งในสมัยนั้นประเทศไทยของเราได้มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศไทยขึ้น บริษัทนำเที่ยวจะรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาถึงยังสนามบินดอนเมืองจากนั้นบริษัทนำเที่ยวส่วนใหญ่จะพานักท่องเที่ยวที่มีความประสงค์เดินทางมาท่องเที่ยวยังจังหวัดกาญจนบุรีแวะมาเที่ยวยังสวนสามพรานก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อดูการแสดงโชว์ประเพณีและวัฒนธรรมไทยพร้อมรับประทานอาหารซึ่งในสมัยนั้นการแสดงโชว์ของสวนสามพรานแห่งนี้ถือว่าเป็นการแสดงโชว์ที่อลังการงานสร้างสุดยอดมากจริงๆ เช่น รำลาวกระทบไม้จังหวะดนตรีน่าฟัง รำไทย 4 ภาค อ่อนช้อยสวยงามและการชกมวยไทยเป็นต้นซึ่งบางคณะของนักท่องเที่ยวต่างชาติก็จะพักค้างแรมที่โรงแรมสวนสามพรานริเวอร์ไซด์หรือบางคณะก็เดินทางต่อไปเมืองกาญจนบุรี วันเวลาผ่านไป ถนนหนทางเจริญขึ้น การเดินทางสะดวกสบายมากขึ้นและสายการบินเพิ่มเที่ยวบินมากขึ้นแหล่งท่องเที่ยวต่างๆเพี่มมากขึ้นบริษัทนำเที่ยวก็เลยพานักท่องเที่ยวเดินทางตรงไปยังจังหวัดกาญจนบุรีโดยไม่ได้แวะที่สวนสามพรานริเวอร์ไซด์ ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังโรงแรมสวนสามพรานริเวอร์ไซด์ลดน้อยลง
- พีอาร์ของ
โรงแรมสวนสามพรานกำลังให้คำอธิบายเรื่องราวของการท่องเที่ยวเกษตรอินทรีย์ปลอดสารพิษแก่นักท่องเที่ยว
-ต้นลำพูอายุ100 กว่าปีบริเวณท่าเรือทางขึ้นสวนเกษตรของ
โรงแรมสวนสามพรานริเวอร์ไซด์
- สะพานไม้ทอดตัวยาวหลายร้อยเมตรให้นักท่องเที่ยวได้เดินเที่ยวชมธรรมชาติภายในสวนเกษตรของโรงแรมสวนสามพรานริเวอร์ไซด์
สวนเกษตรนาข้าวของโรงแรมสวนสามพรานริเวอร์ไซด์
เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ทางผู้บริหารของโรงแรมสวนสามพรานมิได้หยุดนิ่งทำการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ หันมาส่งเสริมด้านการตลาดในประเทศโดยเน้นการท่องเที่ยววิถีไทยในอดีต เช่นกลุ่มสัมมนาเพื่อการเรียนรู้เรื่องราวของเกษตรอินทรีย์ปลอดสารพิษและมุมมองใหม่ๆ เพื่อให้เกิดคุณภาพชีวิตสิ่งแวดล้อมที่ดีวิวทิวทัศน์สบายตา โดยเฉพาะเมื่อได้เข้าพักแรมในโรงแรมสวนสามพราน มองไปด้านนอกก็จะแลเเห็นทัศนียภาพสวยงามของแม่น้ำท่าจีนพร้อมสูดอากาศบริสุทธิ์ บริเวณโดยรอบมีต้นไม้น้อยใหญ่ให้ความร่มเย็นตลอดจนพืชพันธุ์ไม้สวยงามมากมายหลากหลายสายพันธุ์น่าเดินทางมาท่องเที่ยวพักผ่อน และสิ่งที่น่าสนใจมากก็คือบริเวณพื้นดินตรงข้ามโรงแรมสวนสามพรานที่มีแม่น้ำท่าจีนขวางกั้นอยู่นั้นเป็นสถานที่ตั้งของสวนเกษตรอินทรีย์มีเนื้อที่ 30 ไร่บวกเพิ่มอีก 10 ไร่ซึ่งทางโรงแรมสวนสามพรานเช่าเพิ่มจากชาวบ้านเพื่อทำเป็นสวนเกษตรอินทรีย์สถานที่ท่องเที่ยวและเรียนรู้การทำการเกษตรทฤษฎีใหม่โดยปราศจากยาฆ่าแมลงตลอดจนการปลูกพืชผักอินทรีย์ใช้ในการประกอบอาหารภายในโรงแรมอีกด้วย ซึ่งนักท่องเที่ยวเดินทางมาพักแรมจะได้กินอาหารประเภทผักปลอดสารพิษอย่างปลอดภัยอีกด้วยนอกจากนี้ทางโรงแรมยังส่งผักสดๆปลอดสารพิษ ไปตามโรงแรมต่างๆ ที่ต้องการผักปลอดสารพิษไปบริการให้ลูกค้าของตน 
- พนักงานภายใน
สวนเกษตรของโรงแรมสวนสามพรานริเวอร์ไซด์
- บรรยากาศภายใน
สวนเกษตรของโรงแรมสวนสามพรานริเวอร์ไซด์ร่มรื่นด้วยพันธ์ุไม้ใหญ่น้อย
- สาธิตการปลูกพืชสวนครัว
ภายในสวนเกษตรของโรงแรมสวนสามพรานริเวอร์ไซด์
- สาธิตการชงชาสมุนไพรไทย
- สาธิตการทำขนมไทย(ขนมจาก)
- ทดลองการขูดมะพร้าวด้วยตนเอง
นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับธรรมชาติภายใต้ร่มรื่นอันร่มไม้และสวนเกษตรอินทรีย์ภายในเนื้อที่ 40 ไร่ของโรงแรมพร้อมเดินเที่ยวชมสวนเกษตรอินทรีย์เพื่อการเรียนรู้ซึ่งมีวิทยากรบรรยายเรื่องราวของเกษตรกรให้ฟังอีกด้วยโดยเฉพาะเรื่องการทำสวนเกษตรอินทรีย์ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมทำขนมจากด้วยแป้งข้าวเหนียวดำ แปลกดีแต่อร่อยโดยเฉพาะเด็กๆที่เดินทางมากับผู้ปกครองจะได้เรียนรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ เพื่อการบริโภค อีกด้วยเมื่อพี่หนุ่ม-สุทน ได้เดินชมพร้อมเก็บข้อมูลในเนื้อที่ 40 ไร่ แล้วก็ถึงเวลาข้ามแม่น้ำท่าจีนด้วยเรือของโรงแรมสวนสามพราน สวมใส่เสื้อชูชีพเพื่อความปลอดภัย แต่เส้นทางแม่น้ำสายนี้มีหลายชื่อ เรียกตามทางที่ผ่านมา เช่น เมื่อผ่านจังหวัดสุพรรณบุรีก็เรียกแม่น้ำสุพรรณบุรีและเมื่อถึง อ.นครชัยศรีก็เรียกชื่อเป็นแม่น้ำนครชัยศรี ไหลไปปากน้ำเรียกแม่น้ำท่าจีนตามชื่อชุมชนบ้านท่าจีนเมืองสมุทรสาครครับข้ามแม่น้ำท่าจีนมายังฝั่งโรงแรมได้เวลาอาหารเที่ยง พี่หนุ่มเดินชมสวนและวิวทิวทัศน์เข้าไปนั่งห้องอาหารเก่าแก่ของโรงแรมอยู่ติดกับแม่น้ำท่าจีนบรรยากาศโอ่โถงสะดวกสบายพนักงานต้อนรับอัธยาศัยเป็นกันเองมาก เมนูหลักยอดฮิตของห้องอาหารแห่งนี่ที่ทุกคนจะพลาดไม่ได้ก็คือผัดไทแบบโบราณเมนูคู่โรงแรมสวนสามพรานจากอดีตมาจนถึงปัจจุบันและเมนูอีกเมนูที่จะขาดเสียไม่ได้ก็คือน้ำพริกกะปิใส่ลงในครกหินอ่อนเล็กๆดูน่ารักกินกับปลาสำลีทอดน้ำปลากรอบๆอร่อยถูกใจมาก แต่ที่น่าประทับใจมากๆก็คือพนักงานเสิร์ฟประจำห้องอาหารของโรงแรมใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลาแต่งกายแบบไทยๆสวยงามพนักงานหลายคนของโรงแรมทำงานต่อเนื่องกันมายาวนานเกินกว่า 10 ปี แสดงว่าผู้บริหารของโรงแรมสวนสามพรานให้การฝึกอบรมพนักงานมาเป็นอย่างดีมารยาทงดงามอิ่มกับเมนูอาหารอันแสนอร่อย 
-เมนูอาหารไทยภายในห้องอาหารของ
โรงแรมสวนสามพรานริเวอร์ไซด์
จากนั้นเดินทางต่อมายังสถานที่สุดท้ายในโรงแรมสวนสามพรานบริเวณที่เคยเป็นอาคารแสดงโชว์ต่างๆมาก่อน แต่เมื่อนักท่องเที่ยวน้อยลงผู้บริหารโรงแรมคิดใหม่ทำใหม่เรื้ออาคารออกทั้งหมด แล้วเอาไม้กระดานไปสร้างสะพานทางเดินเข้าชมสวนเกษตรอินทรีย์ฝั่งตรงข้าม สำหรับพื้นที่บริเวณนี้ปัจจุบันได้ถูกพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้วิถีชีวิตพื้นบ้านแบบไทยๆ เช่น การย้อมสีคราม,การทอผ้า,ศิลปะการประดิษฐ์เครื่องใช้ไม้สอยมากมายหลากหลายชนิดตลอดจนสร้างบ้านเรือนโบราณแบบไทยๆสมัยบ้านเมืองยังไม่เจริญเพื่อการเรียนรู้อยู่ติดริมคลองโดยมีต้นโสน
และถ้ามองขึ้นบนเนินดินอดีตเคยเป็นโรงละครเก่าปัจจุบันได้รับการปรับปรุงให้เป็นร้านกาแฟสดคลาสสิก ภายในห้องกาแฟสดนั่งดูวิวทิวทัศน์ได้รอบพี่หนุ่ม-สุทนได้ลองลิ้มชิมรสชาติกาแฟสดผสมน้ำมะพร้าวอ่อนและกาแฟสดใส่กะทิ ขอบอกว่าต้องลองดื่มกาแฟสดที่ว่านี้นะครับ ทั้งหมดที่เล่าเรื่องให้ท่านผู้อ่านฟังนี่ ท่านจะต้องเดินทางมาเที่ยวและสัมผัสด้วยตาตัวเอง ชมความแปลกใหม่ของสวนสามพรานริเวอร์ไซด์ในยุค 4.0 ท่องเที่ยวแบบพักผ่อนเพื่อการเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ ในรูปแบบเกษตรอินทรีย์ปลอดภัยสวนสามพรานริเวอร์ไซด์กำลังปรับปรุงใหม่ให้สวยงามตระการตากลับมาเฟื่องฟูใหม่เหมือนในอดีตที่ผ่านมาซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ประมาณปลายเดือนกรกฎาคมนี้ครับ 
-ผัดไทเมนูสุดอร่อย
ภายในห้องอาหารของโรงแรมสวนสามพรานริเวอร์ไซด์
ขอขอบคุณ ททท.สนง.ราชบุรี(ราชบุรี-นครปฐม) ที่นำคณะสื่อมวลชนเดินทางไปเก็บข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในเขต อ.สามพราน จ.นครปฐม โดยเฉพาะเกษตรอินทรีย์ปลอดภัยและสถานที่แหล่งโอโซนอีกแห่งหนึ่งของนครปฐมครับ สำหรับนักท่องเที่ยวสนใจจะเดินทางไปเที่ยวสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สนง.ราชบุรี(ราชบุรี-นครปฐม)โทรศัพท์ 032-919176 ได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น.

ททท.ราชบุรี เชิญเที่ยวงาน “มหกรรมเกษตรปลอดภัยและกล้วยไม้งามอร่ามพระราชวังสนามจันทร์”

posted Jul 5, 2019, 3:07 AM by Suthep Puangmahod   [ updated Jul 8, 2019, 12:42 AM ]

- พระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม
เรื่องโดย สาธร สัญจรทั่วทิศ
จังหวัดนครปฐม ร่วมกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ททท.สำนักงานราชบุรี จัดงานแถลงข่าว มหกรรมอาหารปลอดภัย และไม้ดอกไม้ประดับ จังหวัดนครปฐมปี 2562 ภายใต้ชื่องาน “มหกรรมอาหารปลอดภัย และกล้วยไม้งามอร่าม พระราชวังสนามจันทร์” เพื่อประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย กล้วยไม้และดอกไม้ โดยได้รับเกียรติจาก นายชาญนะ เอี่ยมแสง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม, นายศุภนารถ เกตุเจริญ เกษตรจังหวัดนครปฐม, นายสุรศักดิ์ หุบชบา รองผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานราชบุรี, หน่วยงานราชการ เอกชน และพันธมิตร ร่วมงานภายในพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม 
-  
ชาญนะ เอี่ยมแสง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม 
นายชาญนะ เอี่ยมแสง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า จังหวัดนครปฐม เป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านพืชผลการเกษตร ซึ่งปีหนึ่งมีรายได้เกือบ 20,000 ล้านบาท และเรียกได้ว่า มีจำนวนเกษตรกรกว่าครึ่งหนึ่งของประชาชนชาวนครปฐม ดังนั้น จังหวัดนครปฐม จึงมุ่งพัฒนาการเกษตรเป็นหลัก รองลงมาคือ เรื่องการท่องเที่ยว ซึ่งจังหวัดนครปฐม มีจุดเด่นมากมายเช่น เรื่องประวัติศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรม รวมถึงยังเป็นเมืองการศึกษา
และที่สำคัญ เราต้องพัฒนาจังหวัดนครปฐมให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ จึงพยายามส่งเสริมให้เกษตรกรของจังหวัดนครปฐมอยู่ดีกินดี มีอาหารที่ปลอดสารพิษ และที่สำคัญปัจจุบัน คนหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น จังหวัดนครปฐม จึงต้องพัฒนาการเกษตร การปลูกกล้วยไม้ พืชผักอินทรีย์ปลอดสารพิษ ไม่ใช้สารเคมี และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับพี่น้องประชาชนทุกคน 
นายศุภนารถ เกตุเจริญ เกษตรจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า การจัดงานมหกรรมอาหารปลอดภัย และกล้วยไม้งามอร่าม พระราชวังสนามจันทร์ ปีนี้เป็นปีแรกที่เรากลับเข้ามาใช้สถานที่ในพระราชวังสนามจันทร์ หลังจากที่ไปจัดตามสถานที่ต่างๆมากว่า 10 ปี และยังเป็นการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับจังหวัดต่างๆในภาคกลาง และกิจกรรมสำคัญ คือ เรื่องของกล้วยไม้ที่มีความสวยงาม รวมถึงเรื่องอาหารปลอดภัย

เนื่องจากจังหวัดนครปฐม มีพื้นที่สำหรับปลูกพืชผักผลไม้มากมาย และส่งขายไปยังทั่วประเทศ การจัดงานซึ่งปีนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-17 กรกฎาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 09.00-21.00 น. ภายในงานมีกิจกรรมมากมายเช่น การประกวดกล้วยไม้, การประกวดพืชผัก ผลไม้ปลอดภัย, การประกวดดอกไม้ประดับ, การแข่งขันการจัดสวน การออกร้านจำหน่ายสินค้าของเกษตรกร และนิทรรศการต่างๆอีกมากมาย หรือการแสดงในสวนจะเริ่มตั้งแต่ 17.00-20.00 น.นอกจากนี้ ยังสามารถซื้อสินค้ากลับปรุงเป็นอาหารที่บ้านได้อย่างปลอดภัย 
นายสุรศักดิ์ หุบชบา รองผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานราชบุรี กล่าวว่า สำหรับด้านการท่องเที่ยวจังหวัดนครปฐม เป็นเมืองที่ทำการเกษตรปลอดภัย ทั้งพืชผัก ผลไม้มากมาย ที่สามารถเป็นสินค้าส่งออกไปจำหน่ายในที่ต่างๆ ตามคำขวัญของจังหวัดนครปฐม และจัดงานมหกรรมอาหารปลอดภัย และกล้วยไม้งามอร่าม ที่จัดขึ้นในพระราชวังสนามจันทร์นั้น ก็สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ โดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบด้านกล้วยไม้ เพราะในงานนี้ มีกล้วยไม้มาจัดแสดง จำหน่าย และยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่มาเที่ยวงาน ได้ชมพระราชวังสนามจันทร์ ซึ่งมีความสวยงามมาก และที่สำคัญ เปิดให้เข้าชมพระราชวังสนามจันทร์จนถึงเวลา 18.00 น.
การจัดงานนี้ ยังสามารถพานักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชมยังฟาร์มกล้วยไม้ของเกษตรกรในจังหวัดนครปฐมได้ ถือว่าเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเข้าไปสู่วิถีชีวิตของเกษตรกรได้อย่างเต็มรูปแบบ และเป็นการต่อยอดทางธุรกิจ ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลักของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นการท่องเที่ยววิถีชุมชน ท่องเที่ยวเชิงเกษตร ตามนโยบาย ท่องเที่ยววิถีไทยเก๋ไก๋อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการเที่ยวชมงานนี้ ถ้าได้แต่งชุดไทย โดยเฉพาะชุดไทยในสมัยรัชกาลที่ 6 มาเที่ยวงานในพระราชวังสนามจันทร์ ก็จะได้ถ่ายภาพที่สวยงามมากๆอีกด้วย. 
สอบถามรายละเอียดได้ที่การท่องเที่ยวราชบุรีและนครปฐมเพิ่มเติมได้ที่ 032-919-176 หรือ 1672เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย

เริ่มแล้วเทศกาลล่องแก่งหินเพิงระหว่างวันที่ 12-17 กรกฏาคม 2562 ณ หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่ 9 (ขญ.9)ตำบลสัมพันตา อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี

posted Jul 5, 2019, 2:45 AM by Suthep Puangmahod

องค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี ร่วมกับจังหวัดปราจีนบุรี อำเภอนาดี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตพื้นที่อำเภอนาดี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครนายก สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดปราจีนบุรี หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่ 9 สมาคมท่องเที่ยวปราจีนบุรี และชมรมผู้ประกอบการล่องแก่งหินเพิง กำหนดจัดงาน “เทศกาลล่องแก่งหินเพิง” ครั้งที่ 23 ประจำปี 2562 ระหว่างวันที่ 12-17 กรกฎาคม 2562 ณ หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ เขาใหญ่ที่ 9 ตำบลสัมพันตาอำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ภายในงานจัดให้มีกิจกรรมต่างๆ สร้างสีสันให้ลำน้ำใสใหญ่ ได้คึกคัก อาทิ จัดแสดงสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ร้านอาหารเด่นในจังหวัดปราจีนบุรี เป็นต้น
- นาย พิบูลย์ หัตถกิจโกศล ผู้ว่าราขการจังหวัดปราจีนบุรี 
“แก่งหินเพิง”
เป็นแก่งหินขนาดใหญ่กลางแม่น้ำใสใหญ่ในเขต อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี กิจกรรมล่องแก่งหินเพิงเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศยอดนิยมของคนรักการผจญภัย โดยการล่องจะใช้เรือยางนั่งได้ประมาณ 8 - 10 คน ล่องผ่านแก่งต่างๆ ที่มีระดับความยากง่ายของสายน้ำอยู่ที่ 3 - 5 แก่งหินเพิงจะสวยงามมากที่สุดในยามน้ำหลาก ฤดูฝนจึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับการล่องแก่งหินเพิง (กรกฎาคม-ตุลาคม) มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเล่นน้ำตามแก่งต่างๆ เป็นจำนวนมาก 
นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้เพลิดเพลินไปกับกิจกรรมล่องแก่งที่ท้าทายแล้ว ในพื้นที่ของอำเภอนาดียังสามารถเที่ยวชมเขื่อนของพ่อ “อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา” และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในจังหวัดปราจีนบุรี ทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่น น้ำตกต่างๆ
เส้นทางเดินป่าท่องไพรในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ตลอดจนผ่อนคลายความเมื่อยล้าด้วยแพทย์แผนไทย-แพทย์ทางเลือก และชมความงามของตึกเก่าสมัยรัชกาลที่ 5 ในโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร หรือเข้าชม “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติปราจีนบุรี” ที่ปรับโฉมใหม่ให้มีความน่าสนใจเหมาะกับผู้เข้าชมทุกวัย พร้อมชื่นชม
ททท. สำนักงานนครนายก (พื้นที่รับผิดชอบ - นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว) เลขที่ 182/88 หมู่ 1 ถนนสุวรรณศร ตำบลท่าช้าง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก 26000 โทรศัพท์ 0-3731-2282, 0-3731-2284, 1672 โทรสาร 0-3731-2286 www.tat8.com E-mail:tatnayok@tat.or.th

ล่องเรือท่องเที่ยวหมู่บ้านประมง@ ปากน้ำปราณบุรีจ.ประจวบคีรีขันธ์

posted Jul 1, 2019, 4:29 AM by Suthep Puangmahod   [ updated Jul 1, 2019, 4:48 AM ]

หลังจากเสร็จสิ้นจากการทำข่าวชวนชิมทุเรียนเขาจ้าว อร่อยหวานมัน ของดี อ.ปราณบุรีเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้น ผอ.โศรยา หอมชื่น ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานประจวบคีรีขันธ์ ได้นำพาคณะสื่อมวลชนชมรมนักข่าวท่องเที่ยวออนไลน์จากส่วนกลางออกเดินทางไปล่องเรือชมวิวทิวทัศน์ยังหมู่บ้านประมงปากน้ำปราณโดยใช้บริการเรือท่องเที่ยวของวนอุทยานปราณบุรีรองรับนักท่องเที่ยวได้ลำละ8 ท่านในอัตราค่าบริการ 5-8คน500บาท
และ4คน450บาทโดยใช้เวลาในการล่องเรือเที่ยวชมบรรยากาศเที่ยวละ45นาที
-
ผอ.โศรยา หอมชื่น ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานประจวบคีรีขันธ์
สำหรับหมู่บ้านประมงปากน้ำปราณ ( Fisherman Village ) ชื่อเดิมแต่ก่อนเรียกว่า "ปากคลองปราณ" คือบริเวณช่วงที่แม่น้ำปราณบุรีไหลลงสู่ทะเล ประวัติหมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำที่ไหลเอื่อยลงสู่ทะเล เป็นย่านเมืองเก่าที่กาลเวลาเดินช้าลงอย่างน่ามหัศจรรย์ ถึงแม้ว่าจะมีการตัดถนนเพชรเกษมนำความเจริญเข้ามาในบริเวณใกล้เคียง แต่หมู่บ้านแห่งนี้ก็ยังคงมีกลิ่นอายของวิถีชีวิตชาวประมงดั้งเดิมอยู่และเป็นที่ตั้งของสมาคมประมงแห่งประเทศไทยแห่งแรก 
- ปากแม่น้ำปราณบุรี
เมื่อผู้คนเดินทางผ่านมาจะได้เห็นภาพของเรือประมงสีสันสดใสจอดเทียบท่าเรียงรายอยู่สองฟากฝั่งแม่น้ำปราณบุรีและวิถีชีวิตชาวประมงที่กำลังสาละวนอยู่กับการซ่อมแหจัดอวนเพื่อเตรียมตัวออกเรือหาปลาในยามเย็นภาพของชาวบ้านลอยเรือเล็กหาหอยนางรมตามหลักตามเสาริมแม่น้ำปราณบุรีนอกจากนั้นนักท่องเที่ยวยังได้เห็นความอุดมสมบูรณ์ของป่าโกงกางอันเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์นานาชนิดเช่นปลาตีน,หอย,นกชนิดต่างๆตลอดจนตัวเงินตัวทองกำลังเดินคืบคลานหากินในป่าโกงกางยามน้ำลดอีกด้วย 
และในขณะล่องเรือถ้ามองออกไปยังยอดเขาเบื้องหน้าจะเป็นที่ตั้งของ ศาลเจ้าแม่ทับทิม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวบ้านและชาวประมงปากน้ำปราณบุรีซึ่งก่อนออกเรือหาปลาทุกครั้งจะเดินทางมาสักการะบูชาเจ้าแม่ทับทิมให้อำนวยอวยชัยให้หาปลาได้มากๆและเดินทางกลับฝั่งด้วยความปลอดภัย บริเวณด้านบนของศาลเจ้าแม่ทับทิมเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์อันสวยงามของปากแม่น้ำปราณบุรี รถยนต์สามารถเดินทางขึ้นไปถึงยังศาลเจ้าแม่ทับทิม
อีกด้วย
- ศาลเจ้าแม่ทับทิม
ชาวบ้านบริเวณปากแม่น้ำปราณบุรีส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพประมงหมู่บ้านแห่งนี้จึงกลายเป็นศูนย์รวมอาหารทะเลจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวในราคาย่อมเยาว์
สำหรับอาหารทะเลที่ขึ้นชื่่อของที่นี้คือ ปลาหมึกสด ปลาหมึกแดดเดียว ปลาหมึกแห้งกะปิเคย กุ้งแห้ง ลักษณะเด่นสิ่งที่เป็นจุดสนใจของที่นี่คือ ร้านอาหารทะเล เนื่องจากวัตถุดิบที่นี่สดใหม่เสมอ วิวทะเลสวย สงบ และราคาอาหารที่คุ้มแสนคุ้มกับรสชาติของอาหาร ทำให้นักท่องเที่ยวนิยมแวะมาทานอาหาร ถ่ายรูปบรรยากาศหมู่บ้านประมง และดื่มด่ำกับลมทะเล นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งขายของฝากที่มาจากทะเลแท้ๆ สด สะอาด มีคุณภาพ ร้านอาหารทะเลรสชาติอร่อยลือชื่อ รวมไปถึงร้านขายของฝากเป็นผลิตภัณฑ์อาหารทะเลทั้งสด อย่าง ปลาหมึกสด และแปรรูปอย่างปลาหมึกแดดเดียว อบแห้ง ปลาทะเลตากแห้ง กุ้งแห้ง กะปิเคย เป็นต้น
นักท่องเที่ยวสนใจล่องเรือท่องเที่ยวชมวิวทิวทัศน์แม่น้ำปราณบุรีติดต่อสอบถามจองเรือได้ที่ วนอุทยานปราณบุรี ลุงเตี้ย โทรศัพท์ 089 919-3869 ได้ตั้งแต่เวลา 07.00-17.00น
การเดินทางไปเที่ยวที่ปราณบุรี
- รถยนต์ หากจะตั้งต้นเดินทางกรุงเทพฯ เพื่อน ๆ สามารถเดินทางได้ 2 เส้นทางด้วยกันคือ
เส้นทางแรก ใช้ทางหลวงหมายเลข 35 เส้นทางสายธนบุรี-ปากท่อ ผ่านจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม จากนั้นเลี้ยวซ้ายมุ่งหน้าสู่ถนนเพชรเกษม ของทางหลวงหมายเลข 4 ผ่านจังหวัดเพชรบุรี เข้าสู่เขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผ่านหัวหินมาแล้วก็จะมาถึงเขตพื้นที่ปราณบุรีเลย
เส้นทางที่สอง ใช้เส้นทางสายเพชรเกษม ทางหลวงหมายเลข 4 ผ่านพุทธมณฑล นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี แล้วมุ่งสู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้เลย
- รถไฟ
นักท่องเที่ยวสามารถเริ่มต้นการเดินทางได้จากสถานรถไฟหัวลำโพง โดยใช้บริการขบวนรถไฟสายใต้ที่จะมุ่งหน้าผ่าน หัวหิน ปราณบุรีและประจวบคีรีขันธ์ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ หน่วยบริการเดินทาง การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร 1690, 0 2220 4334 หรือhttp://www.railway.co.th/
- รถโดยสารประจำทาง สามารถใช้บริการรถโดยสารประจำทางสายกรุงเทพฯ-ประจวบคีรีขันธ์ กรุงเทพฯ-หัวหิน กรุงเทพฯ-ปราณบุรี และ กรุงเทพฯ-บางสะพาน จากสถานีขนส่งสายใต้ ได้เป็นประจำทุกวัน หรือจะติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมก่อนได้ที่สถานีขนส่งสายใต้ โทร 0 2435 1199, 0 2434 7192, 0 2435 5605 หรือที่ www.transport.co.th ก็ได้นะครับ

ชวนชิมทุเรียนเขาจ้าว อร่อยหวานมันของดี อ.ปราณบุรีจ.ประจวบคีรีขันธ์

posted Jun 30, 2019, 7:45 PM by Suthep Puangmahod

ด้วยเสียงคำร่ำลือจากปากต่อปากว่าที่ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีทุเรียนพันธุ์เขาจ้าวที่มีรสชาติอร่อยหวานมันเป็นที่หนึ่งและไม่เป็นสองรองใครในปฐพี ลุงหนวดและคณะสื่อมวลชนจากกรุงเทพฯจึงจำเป็นต้องเดินทางลงมาพิสูจน์ด้วยตัวเองว่าทุเรียนเขาจ้าวจะอร่อยหวานมันสมกับคำร่ำลือว่าเป็นสุดยอดของทุเรียนในเทือกเขาตะนาวศรีและในปฐพีหรือไม่โดยได้รับเกียรติจาก ผอ.โศรยา หอมชื่น ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานประจวบคีรีขันธ์ นำพาคณะสื่อมวลชนชมรมนักข่าวท่องเที่ยวออนไลน์ลงพื้นที่พิสูจน์ด้วยตนเองและนำข้อมูลเรื่องราวความเป็นมาของทุเรียนเขาจ้าว มาให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบทั่วกัน
ผอ.โศรยา หอมชื่น ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานประจวบคีรีขันธ์ 
ลุงหนวดได้พบกับนายธนะเกียรติ ธนธิติศุภานันท์อายุ 72ปีนักธุรกิจเจ้าของร้านขายอะไหล่รถยนต์ในจ.สมุทรสาครแต่มาสนใจในการทำการเกษตรกรรมโดยเฉพาะการปลูกทุเรียนและเป็นเจ้าของสวนทุเรียนเขาจ้าวมีพื้นที่100กว่าไร่ในอำเภอปราณบุรีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์โดยนำพันธุ์ทุเรียนมาจากป่าละอู ต.ห้วยสัตว์ใหญ่อ.หัวหิน
คุณธนะเกียรติ ธนธิติศุภานันท์ เจ้าของสวนบ้านไร่ชัยวัฒน์
คุณธนะเกียรติ ธนธิติศุภานันท์ เล่าให้ลุงหนวดฟังว่า ทุเรียนเขาจ้าวมีเนื้อนุ่มรสชาติหวานมันอร่อยถูกใจคนชอบกินทุเรียน สำหรับสาเหตุที่ทุเรียนเขาจ้าวจึงมีรสชาติอร่อยกว่าที่อื่นก็เพราะว่าบริเวณพื้นที่ที่ปลูกต้นทุเรียนเขาจ้าวนี้ตั้งอยู่ในเขตเทือกเขาตะนาวศรีซึ่งภายใต้พื้นดินบริเวณนี้มีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติทับถมอยู่ใต้พื้นดินเป็นจำนวนมากซึ่งเป็นที่ต้องการของต้นทุเรียนมาก
สวนทุเรียนต.เจริญทรัพย์
นอกจากบริเวณนี้จะมีดินดีแล้วในตำบลเขาจ้าวยังมีแหล่งน้ำสะอาดบริสุทธิ์ไหลมาจากเทือกเขาตะนาวศรีเส้นกั้นพรมแดนธรรมชาติระหว่างไทย-เมียร์ม่าร์ ตลอดจนอากาศก็เหมาะสมดีเลยทำให้ทุเรียนเขาจ้าวมีรสชาติอร่อยหวานมันกว่าทุเรียนทั่วๆไป 
สวนทุเรียนต.เจริญทรัพย์
สวนบ้านไร่ชัยวัฒน์
สำหรับสนนราคาทุเรียนเขาจ้าวตกกิโลกรัมละ240บาทสนใจอยากจะลองลิ้มชิมรสความอร่อยของทุเรียนเขาจ้าวคุณผู้อ่านสามารถเดินทางมาพิสูจน์ความอร่อยได้ที่สวนต.เจริญทรัพย์และที่สวนบ้านไร่ชัยวัฒน์ใน ต.เขาจ้าว อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์แต่ถ้าไม่มีเวลาเดินทางมาอ.ปราณบุรี สามารถเดินทางมาซื้อทุเรียนเขาจ้าวได้ที่ร้านชัยวัฒน์กลการ ต.มหาชัยในอ.เมืองจ.สมุทรสาครใกล้กรุงเทพนิดเดียวซึ่งเป็นร้านของคุณชัยวัฒน์ก็ได้ครับเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ034-411 432,083-198 3435 
ส่วนทุเรียนเขาจ้าวจะให้ผลผลิตชุกมากตั้งแต่เกลางเดือนกรกฎาคมและจะสิ้นสุดกลางเดือนสิงหาคมของทุกปีดังนั้นอย่ามัวแต่คิดนานช้าหมดอดต้องรอจนถึงปีหน้านะครับเดี๋ยวจะหาว่าลุงหนวดไม่เตือนแต่ทรปนี้ลุงหนวดขอตัวไปชิมทุเรียนเขาจ้าวก่อนน่ะครับ
ลุงหนวด รายงาน

 

 

 

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานระยอง ชวนเที่ยวสวนหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่อ.บ้านค่ายจังหวัดระยอง

posted May 7, 2019, 1:00 AM by Suthep Puangmahod

หลังจากที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานระยองพาคณะสื่อมวลชนเที่ยวชมพร้อมทั้งทำข่าวกิจกรรม “กินทุเรียนก่อนใครไประยองฮิ”เป็นที่เรียบร้อยจากนั้นจึงนำคณะสื่อมวลชนมารับประทานอาหารกลางวันและเที่ยวชมสวนหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่อ.บ้านค่ายจังหวัดระยอง
ซึ่งในปัจจุบันต้นหม้อข้าวหมอแกงลิงเป็นพันธุ์ไม้ที่ท่านผู้อ่านหลายๆ คนให้ความสนใจ เพราะหลงใหลในความมีเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของต้นหม้อข้าวหมอแกงลิง สามารถนำมาวางตกแต่งหน้าบ้านก็ได้หรือจะแขวนโชว์ก็โดดเด่นชวนมอง ทำให้ผู้ที่ชื่นชอบถึงกับนำต้นหม้อข้าวหมอแกงลิงมาปลูกเลี้ยงสะสมกันมากมายหลากหลายสายพันธุ์ ดั่งเช่น คุณประกิต โพธิ์ศรี รองประธานพืชกินแมลงแห่งประเทศไทยออยู่บ้านเลขที่ 14 หมู่ที่ 7 ตำบลตาขัน อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง เป็นผู้ที่ชื่นชอบในไม้ชนิดนี้มากจนสามารถทำเป็นอาชีพ ที่ส่งขายได้ทั้งในและต่างประเทศกันเลยทีเดียว
 คุณประกิต โพธิ์ศรี รองประธานพืชกินแมลงแห่งประเทศไทยออยู่บ้านเลขที่ 14 หมู่ที่ 7 ตำบลตาขัน อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง
ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง เป็นไม้ชนิดหนึ่งที่มีการพัฒนาใบมาเป็นกับดักเพื่อจับแมลง ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร หรือบางชนิดอาจหนากว่านี้ก็มี ใบที่พัฒนามาเป็นหม้อเริ่มแรกจะมีขนาดเล็กและค่อยๆ โตขึ้นอย่างช้าๆ จนเป็นกับดักทรงต่างๆ ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
ภายในหม้อของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงบรรจุไปด้วยของเหลวที่พืชสร้างขึ้นเอง มีลักษณะเป็นน้ำเพื่อให้เหยื่อจมน้ำตาย ซึ่งบริเวณด้านบนจะมีผิวลื่นเป็นมันเพื่อไม่ให้เหยื่อหนีรอดออกมาได้ โดยทางเข้าของปากหม้อจะมีสีสันที่สวยงามดึงดูดเหยื่ออีกด้วย จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่าน้ำที่บรรจุอยู่ในหม้อนั้น เป็นสารเหนียวใช้สำหรับย่อยแมลงในหม้อ จากนั้นจะดูดซึมสารอาหารจากเหยื่อที่จับได้ไปใช้ต่อไป
คุณประกิต เล่าให้พวกเราฟังว่า สมัยก่อนทำงานอยู่บริษัทเอกชน ต่อมาเมื่อมีโอกาสได้ซื้อบ้านหลังใหม่จึงเริ่มรู้สึกว่าอยากจะมีต้นไม้มาปลูกประดับตกแต่งให้ทั่วบริเวณรอบบ้าน เพื่อให้มีความสวยงามของสีเขียวชอุ่ม พร้อมทั้งไม้ดอกที่มีสีสันสะดุดตา ซึ่งระหว่างที่เดินหาซื้อพันธุ์ไม้ต่างๆ จากตลาดต้นไม้ สายตาก็ได้ไปมองเห็นต้นหม้อข้าวหมอแกงลิงที่มีวางขาย ดูแล้วมีความแปลกตาจึงได้ซื้อมาเพื่อทดลองปลูก
“ตอนที่ไปตลาดต้นไม้ ก็ไปกับพี่ๆ ที่รู้จักกัน เห็นเขาซื้อต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงกัน เราก็เห็นก็ว่าสวยดี ก็ลองซื้อตามเขาดู มาปลูกช่วงนั้นก็ดูแลปกติ แต่พอมันเริ่มโตความสวยมันเริ่มปรากฏ ก็มาคิดว่ามันก็สวยดีนะ แต่ช่วงนั้นเรายังไม่มีความรู้มากนักในเรื่องการผสมพันธุ์ เพราะไม้ชนิดนี้ในแต่ละต้นมันจะแยกเพศกันอย่างชัดเจน พอคิดที่จะจริงจังก็เลยทำการศึกษา ก็เลยเกิดความรู้ความเข้าใจมากขึ้น พร้อมทั้งทดลองผสมพันธุ์เองขึ้นมา เพื่อให้ได้สายพันธุ์ใหม่ๆ มากขึ้น จึงมีแรงบันดาลใจที่อยากจะทำ” คุณประกิต เล่าถึงที่มา
เมื่อมีความชำนาญในการเลี้ยงมากขึ้น คุณประกิต เล่าว่า จากนั้นจึงได้ทดลองส่งหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่ปลูกเข้าประกวดเพื่อสร้างความท้าทายมากขึ้น ผลปรากฏว่าก็ได้รับรางวัลจึงรู้สึกเกิดความสุขและอยากจะทำการปลูกเลี้ยงไม้ชนิดนี้อย่างจริงจังตั้งแต่นั้นมา
ในช่วงแรกๆ คุณประกิต เล่าว่า อยากทำเป็นเชิงอนุรักษ์เพราะช่วงนั้นกลัวไม้ที่เป็นสายพันธุ์ไทยจะสูญพันธุ์ เมื่อขยายพันธุ์มากขึ้น ไม้ก็มีจำนวนที่เยอะ จึงได้นำมาทดลองขายในราคากระถางละ 20 บาท ผลปรากฏว่ามีคนสนใจเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้น จึงได้ทำการขยายพันธุ์ให้มีจำนวนมากๆ พร้อมทั้งผสมพันธุ์กับพันธุ์ต่างประเทศที่ซื้อเข้ามาปลูกภายในสวน เพื่อนำมาเป็นพ่อแม่พันธุ์ผสมให้เกิดเป็นไม้ที่มีลักษณะแปลกตาออกไปจากเดิม
“พอเรามีพ่อแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์ดีแล้วภายในสวน วิธีการขยายพันธุ์ เราจะเอาเกสรมาผสมกันเพื่อให้เกิดเมล็ด โดยเขี่ยเกสรจากต้นตัวผู้ มาผสมกับเกสรของต้นตัวเมีย พอผสมเสร็จแล้วก็จะเกิดเป็นเมล็ดขึ้นมา นำเมล็ดไปเพาะในขุยมะพร้าว รดน้ำให้ชุ่ม คลุมด้วยถุงพลาสติกปิดปากให้สนิท จากนั้นรอเวลาประมาณ 2-3 เดือน เมล็ดก็จะเริ่มงอกเป็นต้นกล้า ปล่อยทิ้งไว้อีก 5-6 เดือนแล้วค่อยเอาออกจากถุงที่คลุมไว้ แล้วจึงเอาต้นกล้าออกมาวางผึ่งไว้ข้างนอกต่ออีก 4 เดือน ถึงจะย้ายปลูกใส่กระถางได้” คุณประกิต บอกถึงวิธีการเพาะเมล็ด 
เมื่อต้นกล้าที่เพาะไว้เจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เตรียมย้ายปลูกลงในกระถางขนาด 2 นิ้ว ที่มีวัสดุปลูกเป็นขุยมะพร้าวกับขี้เถ้าแกลบในอัตราส่วน 4 ต่อ 1 พร้อมทั้งผสมปุ๋ยละลายช้าสูตรเสมอลงไปด้วยเล็กน้อย ปลูกไปได้สักระยะ ไม้จะมีขนาดใหญ่ขึ้นก็จะทำการย้ายไปปลูกในกระถางขนาด 4 และ 6 นิ้ว ตามขนาดของไม้ที่ใหญ่ขึ้นตามลำดับ ซึ่งถ้าจะขายเป็นไม้เล็กก็สามารถขายได้ตั้งแต่ไม้ปลูกในกระถาง 4 นิ้วขึ้นไป

- วัสดุปลูก
นอกจากจะเพาะเมล็ดเพื่อขยายพันธุ์แล้ว คุณประกิต บอกว่า หม้อข้าวหม้อแกงลิงยังสามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีอื่นๆ ได้อีกด้วยคือ การแบ่งหน่อ ปักชำ และเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งแต่ละวิธีจะมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป อยู่ที่ผู้ปลูกว่าต้องการจะใช้วิธีใด
- พื้นที่ภายในสวน
ในเรื่องของการป้องกันโรคและแมลง คุณประกิต บอกว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดสำหรับหม้อข้าวหม้อแกงลิง คือ แมลงจำพวกเพลี้ยไฟที่จะมากัดกินยอดอ่อนของไม้ชนิดนี้ วิธีแก้จะทำการพ่นยาป้องกันตามอาการที่เกิด ส่วนเรื่องของเชื้อรายังไม่พบตั้งแต่ปลูกเลี้ยงไม้ชนิดนี้มา
“การเพาะเมล็ดเราก็จะได้ลูกผสมที่กลายพันธุ์ไปเรื่อยๆ สำหรับคนที่อยากได้สายพันธุ์ใหม่ การเพาะเมล็ดจะตอบโจทย์ในเรื่องนี้ แต่ถ้าอยากจะให้สายพันธุ์ของไม้ชนิดนี้มีความนิ่ง เราก็ต้องทำการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ลูกที่เกิดจะเหมือนพ่อแม่พันธุ์ครบสมบูรณ์ไม่มีการกลายพันธุ์ ส่วนเรื่องการดูแลไม่มีอะไรมาก นำไม้ทั้งหมดมาอยู่ใต้ซาแรนพรางแสงประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ รดน้ำอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง โดยการรดน้ำต้องรดให้โดนโคนต้นเป็นสำคัญ เพราะไม้ชนิดนี้ต้องการน้ำมาก ชอบความชื้นสูง และก็แสงแดด จะปลูกให้อยู่กลางแดดก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้ข้างล่างกระถางมีน้ำหล่อให้ความชื้นก็เพียงพอ” คุณประกิต กล่าว
เนื่องจากหม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นไม้ที่มีเอกลักษณ์แปลกตาเฉพาะตัว จึงเป็นที่นิยมของผู้ที่อยากมีไม้แปลกๆ ไม้ปลูกประดับบ้านเรือน โดยจะนำไปวางจัดในสวนหรือจะไปแขวนให้เกิดความสวยงามก็ได้ ซึ่งเมื่อไม้เจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ หม้อที่ใช้ดักจับแมลงก็จะใหญ่ตามไปด้วย พร้อมทั้งมีสีสันสวยงามตามสายพันธุ์ จึงเป็นสิ่งที่ชวนหลงใหลไม่รู้เบื่อให้กับนักสะสมทั้งในและต่างประเทศ
“หม้อข้าวหมอแกงลิง ถ้ามองกันจริงๆ ผมว่ามีเสน่ห์นะ เพราะรูปลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร ตลอดจนแต่ละสายพันธุ์ก็มีสีสันแตกต่างกัน ยิ่งถ้าเราเอามาผสมกันยิ่งได้สายพันธุ์ใหม่ที่ไม่รู้จบ อย่างที่สวนผมก็จะมีหลายสายพันธุ์ทั้งสายพันธุ์ไทย และสายพันธุ์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งตลาดต่างประเทศที่นิยมมากที่สุด เป็นประเทศที่อยู่ในเอเชีย เพราะสภาพอากาศร้อนชื้นมีความเหมาะสมที่จะปลูกต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงค่อนข้างมาก พอเราผสมกันแล้วก็สามารถตั้งชื่อใหม่ได้ และราคาขายก็แตกต่างกันไปด้วย อย่างที่นี่ก็มีขายทั้งปลีกและส่ง ต่ำสุดอยู่ที่ 40 บาท ราคาไม่ตายตัว มีสูงขึ้นมาตามสายพันธุ์ ไปจนถึงหลักหมื่นหลักแสนก็ขึ้นอยู่ที่ความพอใจของลูกค้าที่จะมาซื้อ” คุณประกิต กล่าวถึงเรื่องการตลาด
นอกจากจะเป็นไม้ประดับที่ปลูกเพื่อความสวยงามแล้ว คุณประกิต บอกว่า หม้อที่เห็นที่ใช้สำหรับดักจับแมลงยังสามารถนำมากินได้อีกด้วย โดยจะนำมาชุบแป้งทอดหรือนึ่งใส่ข้าวเหนียวเข้าไปภายในพร้อมทั้งปรุงรสด้วยน้ำกระทิ ก็ถือป็นอาหารกินเล่นยามว่างที่อร่อยไม่น้อยเลยทีเดียว
สำหรับท่านใดที่มีหม้อข้าวหม้อแกงลิงปลูกอยู่ที่บ้านไม้เจริญเติบโตได้ไม่ดีหรือไม่ค่อยมีหม้อให้เห็นบนต้น คุณประกิต บอกว่า มี 2 สาเหตุ คือ 1. ให้ไม้อยู่ในบริเวณที่มีร่มเงามากเกินไป และ 2. ใส่ปุ๋ยให้กับไม้มากเกินไป
“คนส่วนใหญ่ที่เลี้ยงไม้ตัวนี้แล้วตาย ต้องบอกก่อนเลยว่า ไม้ตัวนี้ปลูกเลี้ยงไม่ยาก ขอให้รดน้ำที่โคนต้นให้ชุ่มชื้นอยู่ตลอด ส่วนปุ๋ยก็ใส่ 3-4 เดือนครั้งก็พอ เป็นปุ๋ยละลายช้าสูตรเสมอ ซึ่งการจะทำเป็นอาชีพสร้างรายได้ อย่างแรกที่อยากให้ฝึกให้เป็นก่อนคือ ฝึกเลี้ยงก่อนให้รู้นิสัยของไม้ตัวนี้ให้ชำนาญ เพราะเวลาที่เราจะต้องขาย เราจะสามารถอธิบายเรื่องต่างๆ ให้ลูกค้าฟังได้ดี เพราะเราเข้าใจในสิ่งที่เราทำ เพื่อที่ลูกค้าซื้อไปเลี้ยงจะได้ไม่ปฏิบัติแบบผิดๆ เพราะถ้าแนะนำผิด ไม้ตายเขาก็ท้อใจ ไม่อยากที่จะเลี้ยง ก็ทำให้คนมองว่าไม้ตัวนี้เลี้ยงยาก แต่ที่จริงมันไม่มีอะไรยาก เลี้ยงง่าย ขอให้ศึกษาในเรื่องนิสัยว่าเลี้ยงยังไงแบบถูกต้องเท่านั้นพอ” คุณประกิต กล่าวแนะนำ 
- ภายใน
สวนหม้อข้าวหม้อแกงลิงมีร้านอาหารเลิศรสเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวทีมาเยี่ยมเยียนสวนอีกด้วย
-
 พลาดไม่ได้กับเมนูสุดพิเศษ
หม้อข้าวหม้อแกงลิงชุบแป้งทอด
ทั้งนี้ ที่สวนหม้อข้าวหม้อแกงลิงของคุณประกิต ไม่ได้เป็นแหล่งผลิตเพื่อขายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยังได้เปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับนักศึกษาที่เรียนเกี่ยวกับด้านเกษตรได้มาทำการฝึกงาน เพื่อหาประสบการณ์กับการปลูกไม้ชนิดนี้ และในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ยังเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่ผู้สนใจทั่วไปสามารถเข้ามาดูและศึกษาการปลูกหม้อข้าวหม้อแกงลิง หรือจะซื้อไปประดับตกแต่งที่บ้านแบบสวยๆ ได้อีกด้วย
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณประกิต โพธิ์ศรี หมายเลขโทรศัพท์ (099) 154-2609

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานอุทัยธานีจัดกิจกรรมโครงการผ้างามเล่าเรื่องเมืองอุทัยธานีประจำปี ๒๕๖๒

posted Jan 14, 2019, 1:02 AM by Suthep Puangmahod

ในระหว่างวันที่๑๒ – ๑๓ มกราคม ๒๕๖๒ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานอุทัยธานีโดยการนำของคุณภฤศ พุทธนบผู้อำนายการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานอุทัยธานีร่วมมือกับอุตสาหกรรมจังหวัดอุทัยธานี,ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดอุทัยธานี,กรมหม่อนไหม,สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดอุทัยธานีและกลุ่มพันธมิตรกลุ่มทอผ้าได้จัดกิจกรรมโครงการ “ผ้างามเล่าเรื่องเมืองอุทัย” ขึ้น ณ วิทยาลัยชุมชนอุทัยธานี อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี. 
คุณภฤศ พุทธนบ ผู้อำนายการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานอุทัยธานี
สำหรับวัตถุประสงค์ในการจัดงานในครั้งนี้เพื่อให้ชุมชนแต่ละชุมชนในจังหวัดอุทัยธานีที่ประกอบอาชีพทางการทอผ้านำผ้าทอมือพิ้นเมืองมาจัดแสดงไว้ให้ผู้ที่สนใจได้เยี่ยมชมพร้อมเล่าเรื่องราวประวัติความเป็นมาของผ้าทอลวดลายต่างๆโดยผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการทอผ้าเช่น คุณป้า จำปี รรมศิริ,ป้าศรีนิล จันทรักษ์ฯลฯตลอดจนการแสดงขั้นตอนการทอผ้าตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำพร้อมชมการเดินแบบแสดงถึงผ้าทอลวดลายต่างๆในจ.อุทัยธานีอีกด้วย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสื่อสารคุณค่าของผ้าทอให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายและเชื่อมโยงกับเส้นทางท่องเที่ยวในจังหวัดอุทัยธานีตลอดจนการมีส่วนร่วมในการสร้างรายได้แก่ชุมชนต่างๆในจ.อุทัยธานีอีกด้วย. 
ลุงหนวด....รายงาน  

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานนครสวรรค์ เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวนครสวรรค์และ“เทศกาลชมทุ่งปอเทือง และดอกทานตะวัน อำเภอตากฟ้า” ธันวาคม 2561 – กุมภาพันธ์ 2562

posted Nov 27, 2018, 12:31 AM by Suthep Puangmahod

จังหวัดนครสวรรค์ ตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม 2561 ไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2562 จะสวยงามด้วย สีสรรพรรณไม้ ทั้งทุ่งดอก ปอเทือง ทุ่งดอกทานตะวัน เหลืองอร่ามเป็นทุ่งกว้าง ในอำเภอตากฟ้า รวมทั้งดอกบัวแดง บัวนานาชนิดในบึงบอระเพ็ด ทำให้นครสวรรค์น่าเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวนี้
นายวิสูตร บัวชุม ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท. สำนักงานนครสวรรค์(คนนั่งที่4 จากซ้าย) กล่าวว่า จังหวัดนครสวรรค์ นับเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกทุ่งทานตะวันและปอเทือง มากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย นครสวรรค์ ต้นทานตะวันปลูกในพื้นที่หลายๆ พื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อำเภอตากฟ้า มีพื้นที่ปลูก ในตำบลพุนกยูง ตำบล สุขสำราญ ตำบลซับตะเคียน และ ตำบลลำพยนต์ นอกจากนี้ ทุ่งดอกปอเทือง และทุ่งทานตะวัน ยังมีการปลูกในพื้นที่ในอำเภอตาคลี ท่าตะโก และไพศาลี
-ต้น
ปอเทืองในไร่ธรรมชัย อ.ตากฟ้าจ.นครสวรรค์
- ทุ่งข้าวฟ่างใน
 อ.ตากฟ้าจ.นครสวรรค์
เกษตรกรนิยมปลูกต้นปอเทืองและทานตะวันกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากต้นปอเทืองจะเป็นปุ๋ยต้นแก่แล้วจะทำการฝั่งกลบช่วยทำให้ดินมีคุณภาพดีก่อนการปลูกพืชไร่อื่นต่อไปในช่วงฤดูฝนที่จะเยื้องกรายมาถึงส่วนทานตะวันถือได้ว่าเป็นพืชเศรษฐกิจอีกอย่างหนึ่งของนครสวรรค์ เกษตรกรจะเก็บเมล็ดทานตะวันมาจำหน่ายหรือแปรรูปส่งออก ก่อนการเก็บเกี่ยวทานตะวันจะเบ่งบานสวยงามทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาชื่ชมความสวยงามและถ่ายรูปเป็นจำนวนมากในแต่ละปีโดยในปีนี้ทุ่งดอกปอเทืองกำลังเริ่มออกดอกเบ่งบานสะพรั่งรวมทั้งดอกข้าวฟ่างให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมโดยเริ่มต้นตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน2561 เป็นต้นไป 
- ทุ่งดอกทานตะวันจะบานราวกลางเดือนพฤศจิกายน 2561 ไปจนถึงเดือนมกราคม 2562
 เขาหินกลิ้ง แหล่งท่องเที่ยวใหม่ ในอำเภอไพศาลีเป็นอะเมซิ่งไทยแลนด์แห่งใหม่ของจ.นครสวรรค์ความแปลกประหลาดอยู่ที่ในท้องทุ่งนาอันกว้างใหญ่มีก้อนหินขนาดใหญ่3ก้อนมารวมอยู่ในบริเวณเดียวกันแต่ก้อนที่ดูโดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นก้อนที่ตั้งอยู่ริมทุ่งนาโดยมีสะพานไม้ไผ่ทระยะทางประมาณ200 เมตรทอดตัวยาวลงไปในท้องทุ่งนาส่วนปลายสุดของสะพานมีเพิงน้อยคอยรักให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาได้นั่งพักผ่อนหย่อนใจอีกด้วย นอกจากนี้แล้วด้านบนริมถนนภายในหมู่บ้านยังมีเพิงขายสินค้าที่ระลึกของชาวบ้านเปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยวอีกด้วยซึ่งสินค้าส่วนใหญ่จะเป็นพืชผลทางการเกษตรเช่น ข้าวหอมมะลิคุณภาพดีและพืชผลทางการเษตรจำหน่ายในราคาย่อมเยาอีกด้วยสำหรับบรรยกาศที่สวยงามที่สุดจะอยู่ในช่วงของฤดูกาลท่องเที่ยวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2561-กุมภาพันธ์ 2562โดยเฉพาะในเดือนธันวาคมรวงข้าวจะสุกเหลืองอร่ามไปทั่วท้องทุ่งนาตัดกับแสงอาทิตย์สีทองในยามเย็นของฤดูหนาวในเดือนธันวาคมเป็นภาพที่น่าประทับใจและเก็บไว้ในความทรงจำเป็นอย่างยิ่ง เขาหินกลิ้งและชาวบ้านในอำเภอไพศาลีกำลังรอคอยนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือนอยู่ครับ 

 เขาหินกลิ้ง แหล่งท่องเที่ยวใหม่ ในอำเภอไพศาลีเป็นอะเมซิ่งไทยแลนด์แห่งใหม่ของจ.นครสวรรค์
เพิงขายสินค้าที่ระลึกของชาวบ้านเปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยว
หรือจะกลับเข้ามาในตัวเมืองล่องเรือดูนกชมบัวนานาชนิดในบึงบอระเพ็ดตามแคมเปญ “239(นคร)สวรรค์ใกล้กรุง "
- ดูนกชมดอกบัวบานยามเช้าที่บึงบรเพ็ด
ดังนั้น ททท.สำนักงานนครสวรรค์ จึงอยากจะใคร่ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาท่องเที่ยวยังจังหวัดนครสวรรค์กันดูบ้างเพื่อเพิ่มประสบการณ์การท่องเที่ยวใหม่ๆกับความสวยงามทางธรรมชาติทั้งทุ่งดอกปอเทืองและทุ่งดอกทานตะวันในจ.นครสวรรค์
นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามข้อมูลการเดินทางและที่ตั้งของไร่ต่างๆเช่น ไร่เป๋าตุงฟาร์มทุ่งดอกทานตะวัน โทร 087-1192306 ไร่ธรรมชัยทุ่งปอเทือง โทร 087-2071718 ไร่ปอเทืองศูนย์เรียนรู้เกษตรกรรมตามแนวพระราชดำริ โทร 089-2688197
สอบถามรายละเอียดได้ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สำนักงานนครสวรรค์และพิจิตร โทร.0 5622 1811-2 โทรสาร 0 5622 1810 E-mail : tatsawan@tat.or.th., www.tourismnakhonsawan.org TAT Nakhonsawan.Phichit @tatsawanphichit tatsawanpichit TATsawanpichit
ลุงหนวด.....รายงาน

เที่ยวน้ำตกทีลอซู อุ้มผาง จ.ตาก

posted Nov 26, 2018, 3:42 AM by Suthep Puangmahod

ภาพโดย...จำลอง บุญสอง ,สุเทพ พวงมะโหด
เมื่อต้นเดือนพฤจิกายน 2561ที่ผ่านมาลุงหนวดและเพื่อนๆได้รับการชักชวนจากคุณจริยาทร สูหู่ ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานตาก ที่เข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานตากคนใหม่สดๆร้อนให้เดินทางมาสำรวจแห่งท่องเที่ยวในอ.อุ้มผางจ.ตากอำเภอที่อยู่ไกลปืนเที่ยงห่างจากรุงเทพระยะทางประมาณ 426 กม.และเป็นอำเภอที่ตั้งอยู่ห่างจากตัวอ.เมืองจ.ตากมากที่สุดในประเทศไทยด้วยระยะทาง 221กม.
- ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ลุงหนวดเหินห่างจากการเดินทางมายังอ.อุ้มผางตั้งแต่พ.ศ2543จนถึงวันนี้เป็นเวลาเนิ่นนานถึง18 ปีซึ่งการเดินทางมายังอ.อุ้มผางในครั้งนี้เปรียบเสมือนกับการได้กลับมาเยี่ยมเยียนถิ่นเก่าเมื่อครั้งที่ลุงหนวดยังคงทำหนังสือ Trips magazine ฉับบอ.อุ้มผางอยู่ในขณะนั้นและเป็นครั้งแรกที่ลุงหนวดได้รู้จักกับครูสมพงษ์ หมื่นจิตร(ครูซัน)ผู้ร้องเพลงแนะนำอ.อุ้มผางและน้ำตกทีลอซูจนโด่งดังไปทั่วประเทศซึ่งปัจจุบันท่านได้ล่วงลับไปแล้ว
- ครูสมพงษ์ หมื่นจิตร(ครูซัน)ผู้ขับขานตำนานเพลง “อุ้มผาง”ปัจจุบันเสียชีวิตไปหลายสิบปีแล้ว
ลุงหนวดเดินทางออกจากกรุงเทพฯมุ่งหน้าสู่อ.เมืองจ.ตากระยะทาง426กม.ใช้เวลาเดินทางประมาณ7 ชม.ก็เดินทางมาถึงยังตัวอ.เมืองตากแวะกราบนมัสการศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช กราบนมัสการขอพรให้เดินทางสู่อ.อุ้มผางโดยสวัสดิภาพ จากนั้นจึงออกเดินทางมุ่งหน้าสู่อ.แม่สอดระยะทาง86กม.ผ่านเส้นทางถนนคดเคี้ยวซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างขยายช่องทางถนนและไหล่ทางอยู่ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาถนนสายนี้เล็กและแคบมากจนเกิดอุบัติเหตุเป็นประจำ
- ศาลพระวอบนถนนเส้นทางระหว่าง ตาก - แม่สอด
ระหว่างทางสู่อ.แม่สอดลุงหนวดแวะกราบนมัสการศาลพระวอสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพกราบไหว้ของชาวแม่สอดและประชาชนทั่วไปรวมทั้งชาวพม่าศาลพระวอตั้งอยู่ริมถนนสายตาก-แม่สอดจากนั้นจึงออกเดินทางสู่อ.แม่สอดอำเภอชายแดนใกล้ชิดติดประเทศพม่า
ในอดีตที่ผ่านมาอ.แม่สอดเป็นเพียงแค่อำเภอเล็กๆห่างไกลความเจริญการเดินทางลำบากมากแต่ในปัจจุบันอ.แม่สอดมีความเจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นอย่างมากเป็นอำเภอที่ธุรกิจการค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้านเจริญเติบโตขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วถนนหนทางในตัวเมืองแม่สอดถูกปรับปรุงให้กว้างขวางขึ้นการเดินทางสดวกสบายกว่าแต่ก่อนมากรถยนต์หรูวิ่งสวนกันไปมาตลอดเวลาแม้แต่ในช่วงเวลาค่ำคืนก็ยังคงเห็นรถราวิ่งสวนกันไปมาแตกต่างจากตัวเมืองตากบรรยากาศเงียบสงบมาก
- น้ำตกพาเจริญในอุทยานแห่งชาติน้ำตกพาเจริญตั้งอยู่บนเส้นทางแม่สอด-อุ้มผางห่างจากแม่สอดประมาณ6กม.
จากอ.แม่สอดลุงหนวดออกเดินทางมุ่งหน้าสู่อ.อุ้มผางนามว่า “แผ่นดินลอยฟ้า”ระยะทางประมาณ168กม.ซึ่งห่างจากตัวเมืองแม่สอดระยะทางประมาณ5กม.บนถนนสายแม่สอด-อุ้มผางซ้ายมือลึกเข้าไปบนถนนลูกรังะยะทางประมาณ300เมตรเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติน้ำตกพาเจริญ เป็นน้ำตกจิ๋วแต่แจ๋วรูปทรงของน้ำตกลดหลั่นกันลงมาเป็นชั้นๆความสูงประมาณ50เมตรมองดูน้ำตกพาเจริญคล้ายภาพวาดสีน้ำมันจากฝีมือศิลปินชั้นบรมครูถ้าเดินทางมาเที่ยวชมในช่วงฤดูฝนบรรยากาศรอบๆน้ำตกพาเจริญ จะเต็มไปด้วยดอกกระเจียวสีแดงสดยืนต้นกระจายอยู่ทั่วไป ร่มรื่นไปด้วยแมกไม้น้อยใหญ่นานาชนิดรวมทั้งมีร้านค้าสวัสดิการและห้องน้ำห้องสุขาของทางอุทยานฯไว้ให้บริการแก่นักท่องเที่ยวอีกด้วยครับถ้าเดินทางผ่านไปมาบนถนนสายนี้น่าแวะเข้ามาเที่ยวชมเป็นอย่างยิ่งครับรับรองว่าไม่ผิดหวังครับ
- อุ้มเปี้ยมจุดพักรถครึ่งทางก่อนจะเข้าสู่อ.อุ้มผาง
จากอุทยานแห่งชาติน้ำตกพาเจริญ มุ่งหน้าไปตามถนนสายแม่สอด-อุ้มผาง ระยะทาง168กม.สู่อ.อุ้มผางผ่านเส้นทางอันคดเคี้ยววกเวียน นักท่องเที่ยวที่เมารถควรเตรียมยาแก้เมารถและถุงพลาสติกติดตัวไปด้วยน่ะครับ ลุงหนวดแวะพักรถครึ่งทางที่อุ้มเปี้ยม(จุดพักรถที่จะขึ้นอ.อุ้มผาง)แวะดื่มกาแฟเข้าห้องสุขาเสร็จแล้วจึงออกเดินทางมุ่งหน้าสู่อ.อุ้มผาง
นั่งรถวกไปเวียนมาบนแผ่นดินลอยฟ้าจนรู้สึกชักเวียนหัวในที่สุดลุงหนวดก็เดินทางมาถึงยัง อ.อุ้มผาง แผ่นดินลอยฟ้าในช่วงเวลาพลบค่ำจากนั้นเดินทางเข้ารีสอรท์ที่พักที่ได้จองไว้ล่วงหน้าพักผ่อนเก็บเรี่ยวแรงเอาไว้ล่องเรือยางลำน้ำแม่กลองสู่น้ำตกทีลอซุในวันรุ่งขึ้นครับ
- ประตูสู่อ.อุ้มผาง
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากปฏิบัติภาระกิจส่วนตัวพร้อมรับประทานเสร็จเรียบร้อยแล้วทางรีสอรท์ที่ลุงหนวดพักก็จะนำรถสองแถวมารับลุงหนวดออกเดินทางมุ่งหน้าสู่จุดลงเรือล่องแก่งลำน้ำแม่กลองซึ่งถือได้ว่าเป็นไฮไลท์ที่สำคัญในการท่องเที่ยวน้ำตกทีลอซูครับ
- ด่านเก็บค่าธรรมเนียมและตรวจเช็คภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง
- ประตูสู่
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง
- ถนนเข้าสู่น้ำตกทีลอซูใน
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง
- เตรียมตัวลงล่องเรือยางลำน้ำแม่กลองในอ.อุ้มผาง

- ล่องเรือยางลำน้ำแม่กลองในอ.อุ้มผาง
การลงเรือล่องแก่งลำน้ำแม่กลองนักท่องเที่ยวจะได้ชื่นชมวิวทิทัศน์สองฟากฝั่งลำน้ำแม่กลองอันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ไม้ป่านานาชนิดในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าอุ้มผางลุงหนวดล่องเรือยางผ่านน้ำตกทีลอจ่อ(น้ำตกสายรุ้ง)ที่ไหลตกลงมาจากหน้าผาหินปูนอันสูงชันละอองน้ำของน้ำตกตัดกับแสงแดดอ่อนๆในยามเช้าเกิดเป็นสายรุ้งมากมายหลากหลายสีสวยงามมาก
- น้ำตกทีลอจ่อหรือน้ำตกสายรุ้งระหว่างล่องเรือยางไปผาเลือด
จากนั้นล่องเรือยางต่อผ่านบ่อน้ำร้อน น้ำตกเล็กๆที่ไหลลงสู่ลำน้ำแม่กลองผ่านแก่งตะโค๊ะบิ๊,ผาบ่อง,ผาโหว่
- พืชพันธุ์ไม้แปลกตาสองฟากฝั่งลำน้ำแม่กลองในระหว่างล่องเรือยางไปผาเลือด
จนในที่สุดการล่องแก่งเรือยางลำน้ำแม่กลองก็มาสิ้นสุดที่บริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าผาเลือดเป็นหน่วยพิทักษ์ป่าย่อยหน่วยหนึ่งในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าอุ้มผางซึ่ง
- สิ้นสุดการล่องเรือยางที่หน่วยพิทักษ์ป่าผาเลือด
- ผาเลือด
ภายในบริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าผาเลือดจะมีร้านค้าสวัสดิการห้องน้ำห้องสุขาของทางเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าอุ้มผางไว้ให้บริการแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวน้ำตกทีลอซูในราคาอันย่อมเยาอีกด้วยครับ
- หน่วยพิทักษ์ป่าผาเลือด
หลังจากลุงหนวดดื่มชากาแฟเสร็จเรียบร้อยจากนั้นก็นั่งรถสองแถวที่ทางรีสอรท์ที่พักได้จัดเตรียมไว้ให้มุ่งหน้าสู่ที่ทำการเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าอุ้มผางอันเป็นที่ตั้งของน้ำตกทีลอซู
ถ้าอยู่ในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน-ต้นเดือนพฤษภาคมของทุกปีเส้นทางถนนเข้าสู่ที่ทำการเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าอุ้มผางอันเป็นที่ตั้งของน้ำตกทีลอซูจะถูกปิดทางเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าฯไม่อนุญาติให้นำรถยนต์เข้าไปโดยเด็ดขาดเพื่อให้ธรรมชาติได้พักฟื้นตัว ดังนั้นนักท่องเที่ยวจะต้องเดินเท้าระยะทาง 14กม.เข้าสู่ที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางใช้เวลาเดินเท้าบนเส้นทางป่าระยะเวลาประมาณ5-6ชมช้าหรือเร็วกว่านี้ขึ้นอยู่กับกำลังวังชาวัยวุฒิของนักท่องเที่ยวแต่ละท่านลเมื่อ18ปีที่แล้วลุงหนวดเคยเดินทางมาท่องเที่ยวน้ำตกทีลอซูในช่วงฤดูฝนเส้นทางถนนเข้าสู่ที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางจะถูกปิดต้องเดินเท้าลูกเดียวระยะทาง 14กม.เข้าสู่ที่ทำการเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าอุ้มผางใช่วลาเดินทางปรมาณ6ชม.ออกเดินเท้าเริ่มต้นที่หน่วยพิทักษ์ป่าผาเลือดเดินเท้าไปเรื่อยๆกว่าจะถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางอันเป็นที่ตั้งของน้ำตกทีลอซูก็ปาเข้าไป22.00นซึ่งเป็นการเดินป่ายามค่ำคืนในช่วงฤดูฝนที่ทุลักทุเลาครั้งหนึ่งในชีวิตของลุงหนวดเลยทีเดียว(เข็ดแล้ว)ลุงหนวดจึงอยากจะขอแนะนำเหล่านักท่องเที่ยวรุ่นส.วให้มาท่องเที่ยวในช่วงเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวน้ำตกทีลอซูระหว่างต้นเดือนพ.ย- ต้นพ.คกันดีกว่าน่ะครับเพราะรถเข้าถึงจะได้ไม่ทรมาณสังขารท่องเที่ยวได้เบิกบานสำราญใจกันครับ
- ด่านตรวจก่อนเดินเท้า1.5 ก.มเข้าสู่น้ำตกทีลอซู
- เส้นทางซีเมนต์ระยะทาง 1.5กม.เดินเท้าเข้าสู่น้ำตกทีลอซูรวมระยะทางไป-กลับ 3 กม.
ลุงหนวดนั่งรถสองแถวออกเดินทางจากหน่วยพิทักษ์ป่าผาเลือดมุ่งหน้าสู่ที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางอันเป็นที่ตั้งของน้ำตกทีลอซูระยะทาง 14กม.บนเส้นทางออฟโรดถนนอันขรุขระขึ้นเข้าลงเขาเส้นทางราบเรียบสลับกันไปใช้เวลาเดินทางประมาณ45นาทีก็เดินทางมาถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางจากนั้นลุงหนวดเเดินเท้าบนเส้นทางซีเมนต์ระยะทาง 1.5กม.ก็จะถึงจุดชมวิวน้ำตกทีลอซูในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง
- น้ำตกทีลอซู
น้ำตกทีลอซู เป็นน้ำตกที่มีความสูงประมาณ 300 เมตร เกิดจากลำห้วยกล้อท้อไหลลงมาจากผืนป่าบริเวณทิศตะวัตตกติดชายแดนพม่า ลำน้ำทั้งสายถาโถมตกลงจากหน้าผาหินปูนอันสูงชันกลางป่าทึบในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเขตพื้นที่อำเภออุ้มผาง จังหวัดตากเมื่อประมาณปีพ.ศ2539ที่ผ่านมาภาพความสวยงามและยิ่งใหญ่ของน้ำตกทีลอซูออกปรากฏสู่สายตาของนักท่องเที่ยวจึงทำให้ชื่อเสียงของทีลอซูโด่งดังในเวลาอันรวดเร็ว ผู้คนมากมายได้ยินเรื่องราวความยิ่งใหญ่และสวยงามของน้ำตกทีลอซู ต่างหลั่งไหลเดินทางเข้ามาเที่ยวชมน้ำตกทีลอซูอย่างไม่ขาดสายมาจนถึงทุกวันนี้
- น้ำตกทีลอซู
ปัจจุบันน้ำตกทีลอซู อยู่ในพื้นที่การดูแลของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง น้ำตกทีลอซูไม่ใช่อุทยานแห่งชาติ เป็นเพียงเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซึ่งมีกฎระเบียบการเข้าไปในพื้นที่อย่างเคร่งครัดจุดประสงค์เพื่อปกป้องผืนป่าไว้ไม่ให้ถูกทำลายจากฝีมือมนุษย์นั่นเอง
ในสมัยเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านการเดินทางเข้าไปเที่ยวชมน้ำตกทีลอซู เป็นเรื่องที่ยากลำบาก นักท่องเที่ยวจะต้องล่องแพไม้ไผ่เข้าไปจนถึงขึ้นฝั่งที่หน่วยพิทักษ์ป่าผาเลือดและจะต้องเดินเท้าเข้าไปอีก14กม.แต่ในป้จจุบันนี้ในช่วงของฤดูการท่องเที่ยวระหว่างเดือนพ.ย-พ.คทางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางอนุญาติให้นักท่องเที่ยวสามารถนำรถเข้าไปได้แต่จะต้องเป็นรถขับเคลื่อน4ล้อเท่านั้นรถมอเตอร์ไซด์,รถตู้,รถยนต์ธรรมดาห้ามเข้าโดยเด็ดขาดและเส้นทางถนนเข้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางจะถูกปิดในช่วงฤดูฝนและจะเปิดให้เข้าอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายนครับ
- น้ำตกทีลอซู
การเดินเท้าเข้าไปชมน้ำตกทีลอซูนักท่องเที่ยวไม่สามารถนำอาหารขนมขบเคี้ยวทุกชนิดและขวดน้ำเพลาสติคเข้าไปได้นะครับ ทุกสิ่งทุกอย่างที่นำติดตัวไปจะต้องฝากไว้ที่เจ้าหน้าที่บริเวณจุดตรวจ ด้วยสาเหตุนี้เองจึงทำให้น้ำตกทีลอซูยังคงความสวยงามและความสะอาดปราศจากมลสภาวะอันไม่พึงประสงค์มาจนตราบเท่าทุกวันนี้
สำหรับการล่องเรือยังถีอได้ว่าเป็นการเดินทางที่เป็นอมตะสำหรับการเดินทางในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เริ่มฤดูฝนไปจนถึง 1 พฤศจิกายน เส้นทางถนนเดินทางเข้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางอันเป็นที่ตั้งของน้ำตกทีลอซูจะถูกปิด การเดินทางอย่างเดียวที่จะทำได้นั้นคือการล่องแพไปตามลำน้ำแม่กลองแต่ก่อนใช้แพไม้ไผ่แต่ในปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้เรือยางลำใหญ่จะปลอดภัยกว่าและยังเป็นการอนุรักษ์ผืนป่าอีกด้วยครับ
- จุดชมวิวน้ำตกทีลอซู
หลังจากเที่ยวชมความยิ่งใหญ่สวยงามตระการตาของน้ำตกทีลอซูจนหนำใจแล้วจากนั้นจึงเดินเท้าระยะทาง1.5กม.กลับออกมายังที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง
- ลุงหนวดที่จุดชมวิวน้ำตกทีลอซู
จากนั้นนั่งรถสองแถวของทางรีสอรท์ที่มาจอดรถเดินทางกลับออกมายังตัวอำเภออุ้มผางแยกย้ายกันเข้าที่พักอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายเสร็จแล้วหาอาหารค่ำรับประทานกันต่อไปอาจะรับประทานกันที่รีสอรท์ที่พักพร้อมชมการแสดงพื้นบ้านของนักเรียนชาวเขาเผ่าม้งในอ.อุ้มผางที่ทางรีสอรท์ที่พักได้จัดไว้ให้หรือจะออกมาหาอาหารค่ำรับประทานกันในเมืองอุ้มผางก็แล้วแต่ความพอใจครับ
- การแสดงพื้นบ้านของนักเรียนชาวเขาเผ่าม้งในอ.อุ้มผาง
เช้าของวันที่สอง ถ้าขยันหน่อยก็ตื่นตั้งแต่05.00นนั่งรถออกไปชมทะเลหมอกที่ดอยหัวหมดห่างจากตัวเมืองอุ้มผางระยะทางประมาณ5-6กม.ถ้าโชคดีก็ได้เห็นทะเลหมอกอันสวยงามถ้าโชคไม่ดีฟ้าฝนไม่เป็นใจก็ไม่ได้เห็นแล้วแต่โชคแต่ที่แน่ๆถ้ามาในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนนักท่องเที่ยวจะได้เห็นดอกเทียนสีม่วงออกดอกบานสะพรั่งเบ่งบานไปทั่วดอยหัวหมดแห่งนี้
- จุดชมทะเลหมอกที่ดอยหัวหมด
แต่ลุงหนวดอยากจะขอเตือนนักท่องเที่ยวทุกคนที่ขึ้นมายังดอยหัวหมดให้สวมชุดแต่งกายให้รัดกุมพกยาทากันยุงและแมลงติดตัวมาด้วยป้องกันตัวร่านแมลงมีปีกสีขาวบินได้ตัวเล็กๆที่จะคอยมากัดกินเลือดของท่านเวลาที่ท่านเผลอๆยืนชื่นชมธรรมชาติบนดอยหัวหมดท่านใดโดนตัวร่านกัดอาจจะคันคะเยอยิ่งเกายิ่งมันบางคนแพ้อาจจะถึงกับไข้ขึ้นหามส่งโรงพยาบาลกันเลยทีเดียวครับไม่รักกันจริงลุงหนวดไม่เตือนด้วยความหวังดีน่ะครับ
- ถนนหนทางตอนเช้าในอ.อุ้มผางถูกปกคลุมด้วยหมอก
กลับลงมาจากดอยหัวหมดมายังรีสอรท์ที่พักอาบน้ำแต่งตัวเก็บสัมภาระรับประทานอาหารเช้าเตรียมตัวออกเดินทางกลับ และก่อนออกเดินทางกลับแวะซื้อของฝากจากร้านขายของที่ระลึกที่ร้าน “บ้านครูซัน”นักร้องคนดังแห่งอุ้มผาง เพื่อนเก่าของลุงหนวดที่มาด่วนจากไปในวัยอันยังไม่สมควร
- ร้านขายของที่ระลึก บ้านครูซัน
38
- กีตาร์ตัวนี้ที่ครูซันใช้เล่นเป็นประจำ
- ลุงหนวดถ่ายคู่กับครูสมพงศ์ หมื่นจิตร(ครูซัน)เมื่อ18ปีที่แล้วครับ
- แผ่น CD เพลงอุ้มผางของครูสมพงศ์ หมื่นจิตร(ครูซัน)ยังคงวางขายอยุ่ในร้านครูซัน
ร้านบ้านครูซันตั้งอยู่ตรงข้ามกับสถานีตำรวจภูธรอุ้มผางภายในร้านมีสินค้าให้เลือกซื้อมากมายหลากหลายชนิดซึ่งรวมทั้งแผ่นCD อัมบั้นเพลงอมตะของครูซันด้วยครับ
การเดินทางจากกรุงเทพ-อ.อุ้มผางจ.ตากสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบเดินทางแนวผจญภัยแบกเป้ไปเที่ยวเองโดยรถปรจำทาง
ใช้บริการรถโดยสารประทางของบริษัทขนส่งจำกัดกรุงเทพฯ-แม่สอดเที่ยวสุดท้ายเวลาประมาณ 22.00นขึ้นที่สถานีขนส่งหมอซิตถึงอ.แม่สอดเวลาประมาณ06.00น จากนั้นใช้บริการรถสองแถวประจำทางสายแม่สอด-อุ้มผางสอบถามคิวรถสองแถวจอดจากเจ้าหน้าที่สถานีขนส่งแม่สอด ในอัตราค่าบริการคนละ120บาท(นั่งหลัง)ถ้าไม่อยากเมารถนั่งหน้าคู่กับคนขับคนละ150 บาทระยะทาง168กม.ใช้เวลาเดินทางประมาณ4ชม.แวะจุดพักรถให้ผู้โดยสารได้หายใจหายคอที่จุดพักรถอุ้มเปี้ยมจุดกึ่งกลางระหว่างแม่สอด-อุ้มผาง 15นทีจากนั้นจึงออกเดินทางต่อ นักท่องเที่ยวที่เมารถควรเตรียมยาแก้เมารถและถุงพลาสติกติดตัวไปด้วยเพื่อป้องกันการอาเจียนระหว่างทางไม่รักกันจริงลุงหนวดไม่เตือนด้วยความหวังดีน่ะครับ
คำแนะนำ
สิ่งที่นักท่องเที่ยวควรทราบก่อนเดินทางเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง
หลังจากที่ผ่านพ้นช่วงมรสุมทางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางได้มีประกาศเปิดเส้นทางเดินรถยนต์เข้าสู่น้ำตกทีลอซูตั้งแต่วันที่ 1ตุลาคมของทุกปีเป็นต้น โดยมีรายละเอียดและข้อปฏิบัติ ดังนี้

1. ให้ใช้บริการยานพาหนะที่กลุ่มสหกรณ์เดินรถจัดไว้ให้ระหว่างศูนย์แสดงสินค้า เทศบาลตำบลแม่กลอง ถึงน้ำตกทีลอซู
2. รถรับ-ส่ง แต่ละคันให้บรรทุกได้ไม่เกิน 10 คน/คัน (หากมีกลุ่มนักศึกษาทัศนศึกษามากกว่า 10 คน ให้ใช้รถยนต์มากกว่า 1 คัน ในกรณีที่มีเด็กมากับผู้ปกครองให้พิจารณาเป็นกรณีไป)
3. เวลาเข้า-ออกน้ำตกทีลอซู มีแนวปฏิบัติ ดังนี้
- กรณีไป-กลับ สามารถเข้าชมได้ตั้งแต่เวลา 08.00-15.00 น.
- กรณีพักค้างแรมที่น้ำตกทีลอซู สามารถเข้าเที่ยวชมได้ตั้งแต่เวลา 08.00-16.30 น.
4. ขอความร่วมมือเจ้าของพาหนะที่ให้บริการและนักท่องเที่ยวห้ามนั่งบนหลังคาของรถยนต์หรือโหนท้าย เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุระหว่างทางเพราะเส้นทางถนนขรุขระมาก
5. นักท่องเที่ยวที่จะเข้าไปเที่ยวชมน้ำตกทีลอซู มี 2 วิธีการ คือ
- การใช้บริการรถยนต์จากกลุ่มสหกรณ์เดินรถที่จัดไว้ให้จากจุดที่กำหนดภายในอ.อุ้มผางเข้าไปภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าจนถึงน้ำตกทีลอซู จะใช้เวลาประมาณ 1.30 ชั่วโมง
- การล่องเรือยางไปตามลำน้ำแม่กลอง ผ่านน้ำตกทีลอจ่อ(น้ำตกสายรุ้ง) ชมความสวยงามของปรากฏการณ์รุ้งกินน้ำเหนือน้ำตกทีลอจ่อ ระหว่างเวลา 09.30-10.00 น. แล้วไปขึ้นฝั่งที่หน่วยพิทักษ์ป่าผาเลือดใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงจากนั้นจึงจึงนั่งรถต่อไปอีกประมาณ 45 นาที ก็จะถึงเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง
6. การเที่ยวชมน้ำตกทีลอซู ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดจะอยู่ในช่วงระหว่างเดือนตุลาคม-พฤษภาคมของทุกปี
การท่องเที่ยวน้ำตกทีลอซูในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง
1.ช่วงฤดูฝน ตั้งแต่1มิถุนายน – 1 ตุลาคม นักท่องเที่ยวจะต้องล่องเรือยางจากตัวเมืองอุ้มผางตามลำน้ำแม่กลองซึ่งจะได้ชมวิวทิวทัศน์และความอุดมสมบูรณ์สองฟากฝั่งลำน้ำแม่กลองในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางซึ่งตลอดเส้นทางการล่องเรือยางจะผ่านบ่อน้ำร้อน,น้ำตกทีลอจ่อหรือน้ำตกสายรุ้งกระแสน้ำที่ไหลตกลงมาจากหน้าผาหินปูนอันสูงชันเกิดเป็นละอองน้ำและเมื่อกระทบกับแสงแดดเกิดเป็นสายรุ้งประกายหลากสีจากนั้นแวะเที่ยวชมบ่อน้ำร้อนล่องเรือยางผ่านผาผึ้ง,ผาบ่อง,ผาโหว่และผาเลือดใช้เวลาประมาณ3ชั่วโมง ก่อนจะแวะพักรับประทานอาหารกลางวันกันหน่วยพิทักษ์ป่าผาเลือด จากนั้นเริ่มต้นเดินเท้าระยะทาง14 กิโลเมตรไปยังจุดกางเต้นท์บริเวณที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง เพราะยังไม่อนุญาติให้รถยนต์ทุกชนิดเข้าไป เส้นทางการเดินก็มีทั้งลาดชันขึ้นเขาลงเขาและเส้นทางเรียบสลับกันไปเรียกเหงื่อได้พอสมควรและเมื่อเดินทางถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางควรพักผ่อน จากนั้นถึงเดินเท้าเข้าไปชมความสวยงามของน้ำตกทีลอซูระยะทางอีก1.5 ก.ม. ในช่วงเวลานี้น้ำตกทีลอซูจะมีปริมาณมากไหลผ่านผืนป่าอันเขียวขจีซึ่งสีของน้ำตกจะขุ่นเล็กน้อย การท่องเที่ยวรูปแบบนี้จึงเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบการเดินป่าผจญภัยและจะต้องฟิตร่างกายมาเป็นอย่างดีช่วงเลานี้จึงไม่เหมาะกับนักท่องเที่ยวส.ว
2. ช่วงระหว่างเดือนตุลาคม- พฤษภาคม เปิดฤดูการท่องเที่ยว
ทางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางอนุญาติให้นำรถยนต์เข้าไปได้ นักท่องเที่ยวจะต้องใช้รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อเดินทางเข้าไปเท่านั้นรถยนต์ธรรมดาอาจพังได้ลุงหนวดขอเตือนด้วยความหวังดีและจากตัวเมืองอุ้มผางจนที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางระยะทาง 42 ก.ม โดยไม่ต้องเดินเท้าให้เหนื่อยเหมือนแต่ก่อนอีกแล้วหรือบางคนอาจจะล่องเรือยางตามลำน้ำแม่กลองชมความอุดมสมบูรณ์และสวยงามของธรรมชาติสองฟากฝั่งของลำน้ำแม่กลองมาจนถึงจุดต่อรถบริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าผาเลือดก็ได้แต่ลุงหนวดขอแนะนำว่านักท่องเที่ยวที่ยังไม่เคยมาท่องเที่ยวควรจะล่องเรือยางดีกว่าเพราะท่านจะได้ชื่นชมวิว ทิวทัศน์ในระหว่างล่องเรือยางได้เห็นชื่นชมความงามของน้ำตกสายเล็กสายน้อย รวมทั้งน้ำตกทีลอจ่อหรือน้ำสายรุ้งอีกด้วยซึ่งถือว่าเป็นการท่องเที่ยวน้ำตกทีลอซูในแบบฉับบที่สมบูรณ์และดั้งเดิมที่ได้อรรถรสมากที่สุด และจากนั้นเมื่อเดินทางถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางแล้วนักท่องเที่ยวจะต้องเดินเท้าบนเส้นทางเดินเท้าเข้าไปยังน้ำตกทีลอซูระยะทาง1.5 ก.ม.ก็จะถึงน้ำตกทีลอซูซึ่งในช่วงเวลาต.ค- ม.ค น้ำตกทีลอซูจะสวยงามมากที่สุดครับ
อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม
หากมาเที่ยวในช่วงฤดูฝนนักท่องเที่ยวจะต้องเตรียมความพร้อมของร่างกายมาเป็นอย่างดี และจะต้องเตรียมเสื้อกันฝน,ถุงพลาสติก,หมวกยาดมให้พร้อม โดยเฉพาะรองเท้า ควรเลือกรองเท้าที่สวมใส่สบายและในช่วงล่องเรือยางไม่ควรสวมใส่รองเท้าผ้าใบเพราะจะทำให้ เปียกน้ำและทำให้เดินไม่สบายเท้าเมื่อมาถึงช่วงเดินเท้าควรสวมใส่รองเท้าผ้าใบจะสบายเท้าที่สุดหรือหากใช้รองเท้าแบบสายรัดก็ย่อมได้ แต่สำคัญที่สุดควรเตรียมถุงเท้าไปใส่ด้วยหลังจากล่องเรือเรียบร้อยแล้วเพราะระยะทางการเดินเท้า14ก.ม ไม่ว่าจะใส่รองเท้าแบบไหนสบายแค่ไหนท่านจะโดนรองเท้ากัดทุกราย การใส่ถุงเท้าจะช่วยป้องกันได้ และควรเตรียมพลาสเตอร์ปิดแผลและถุงกันทากป้องกันไว้ด้วยน่ะครับ

ที่พักในอ.อุ้มผาง
ในอ.อุ้มผางมีรีสอรท์เปิดให้บริการอยู่หลายสอบแห่งแต่รีสอรท์ที่ลุงหนวดอยากจะแนะนำท่านผู้อ่านก็คือ แคมป์สุขเสถียรรีสอรท์ ของคุณชูศักดิ์ หทัยสุทธิเด็กกรุงเทพฯจบจากมหาลัยหอการค้าหนีจากกรุงเทพไปสร้างหลักปักฐานเป็นคุณครูอยู่โรงเรียนในอุ้มผางมานานกว่า20ปี เพื่อนสนิทรุ่นน้องของลุงหนวดเองครับให้บริการทุกระดับประทับใจ
- แคมป์สุขเสถียรรีสอรท์ที่พักในอ.อุ้มผาง
- ลุงหนวดถ่ายรูปคู่กับคุณชูศักดิ์ หทัยสุทธิเจ้าของแคมป์สุขเสถียรรีสอรท์
ท่านผู้อ่านโทรศัพท์สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณชูศักดิ์ หทัยสุทธิ 081-8111166,คุณประภาศรี 081-2815323 หรือถ้าเดินทางมาเป็นหมู่คณะอ่านรายละเอียดได้ที่โปรแกรมท่องเที่ยวข้างล่างนี้ครับ

1-10 of 37