Travellers‎ > ‎

เที่ยวปราสาทบันทายฉมาร์เมืองศิลานครแห่งกัมพูชา

posted Nov 16, 2016, 4:18 AM by Suthep Puangmahod

- เรื่อง กรมศิลปกร

- ภาพโดย สุเทพ พวงมะโหด


                         คณะของลุงหนวดออกเดินทางโดยรถยนต์จากด่านคลองลึกในอ.อรัญประเทศข้ามไปยังด่านปอยเปตในประเทศกัมพูชาจากนั้นเดินทางด้วยรถยนต์ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 5 มายังตัวเมืองบันเตียเมียน จีย์มีสถานะเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศกัมพูชาห่างจากด่านปอยเปตระยะทาง48กม. คำว่า บันเตีย หมายถึง "ป้อมปราการ" เมียน จีย์หมายถึง "ชัยชนะ"และเมื่อนำคำสองคำมารวมกันจะมีความหมายว่า "ป้อมปราการแห่งชัยชนะ"หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในชื่อว่าจังหวัด "ศรีโสภณ" ส่วนคนเขมรจะออกสำเนียงว่า "เซร็ย โซ พวน"
1


3


ด่านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้วประตูสู่ราชอาณาจักรกัมพูชา

และเมื่อเดินทางมาถึงตัวเมืองบันเตียเมียน จีย์ ขับรถยนต์เลยศาลากลางจังหวัดมาเล็กน้อยจะมีเส้นทางถนนให้เลี้ยวซ้ายจากนั้นเดินทางต่อไปตามเส้นทางถนนหมายเลข 56 ขึ้นไปทางเหนืออีก 63 กิโลเมตรให้สังเกตุทางขวามือจะมีเส้นทางเลี้ยวขวาอีกเล็กน้อยก็จะมาถึงยังปราสาทบันทายฉมาร์ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอทะมอปวก ตำบล บันเตียฉมาร์ จังหวัด บันเตียเมียน จีย์หรือ ศรีโสภณ
4

            
ด่านปอยเปต ประตูสู่ราชอาณาจักรกัมพูชา
สำหรับปราสาทบันทายฉมาร์ เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมมาตั้งแต่ปี 2005 แล้วครับ แต่เพราะเส้นทางที่ลำบากโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนประกอบกับการกู้กับระเบิดในช่วงสงครามอินโดจีนยังไม่เสร็จเรียบร้อย จึงมีนักท่องเที่ยวไปเที่ยวกันน้อยมากส่วนใหญ่จะมุ่งหน้าตรงไปท่องเที่ยวยังปราสาทนครวัด-นครทมที่ตั้งอยู่ในเมืองเสียมเรียบเสียมากกว่า แต่ในปัจจุบันนี้ การเดินทางไปเที่ยวชมปราสาทบันทายฉมาร์ ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้วครับการเดินทางง่ายปลอดภัยและสะดวกขึ้นมากแล้วครับจากด่านอรัญประเทศสามารถเดินทางแบบไปเช้าเย็นกลับได้โดยสะดวกถ้าไม่โอ้เอ้มากเกินไป


 
- เส้นทางหมายเลข 5 บนถนนราดยางระยะทาง48 กม.สู่จังหวัด บันเตียเมียน จีย์





- บรรยากาศในตัวจังหวัด บันเตียเมียน จีย์ประตูสู่ปราสาทบันทายฉมาร์ระยะทางอีก 63 กม.
 ชุมชนชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่โดยรอบ จากเดิมที่เคยเป็นชาวไร่ชาวนาและเก็บของป่าหากินไปวันๆหนึ่งปัจจุบันหมู่บ้านแห่งนี้ได้พัฒนาขึ้นมากจนกลายมาเป็นชุมชนที่มีการจัดการท่องเที่ยวปรับปรุงบ้านของตนให้ทันสมัยเป็นหมู่บ้านโฮมเสตย์ (Home stay) รองรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มีความสนใจในประวัติศาตร์อารยะธรรมขอมโบราณที่มีตำนานเรื่องเล่าขานมายาวนานอายุอานามเกือบ1,000ปี ทั้งยังดูมีความลึกลับน่าค้นหาบรรยากาศภายในบริเวณตัวปราสาทถูกปกคลุมไปด้วยป่าใหญ่อันร่มรื่นรกครึ้มมานานหลาย100ปี ธรรมชาติได้หวนกลับเข้ามายึดครองตามกาลเวลารากของต้นไม้ขนาดใหญ่ชอนไชปกคลุมตัวปราสาทเบื้องบนยอดปราสาทใหญ่น้อยปรากฎพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโรติเกศวรอยู่โดยทั่วไปบนยอดองค์ปราสาทเกือบ 10 หลังตั้งเรียงรายอยู่โดยรอบบริเวณปราสาทที่ถูกปกคลุมไปด้วยพืชพันธุ์ไม้นานาพันธ์โอบล้อมรอบไปด้วยคูน้ำทั้ง4 ทิศและหมู่บ้านชาวกัมพูชาที่ปลูกกระจัดกระจายอยู่โดยรอบบริเวณตัวปราสาทแห่งนี้
8

             
ถนนหมายเลข 56 สู่อำเภอทะมอปวกที่ตั้งของปราสาทบันทายฉมาร์



ถนนปากทางเข้าสู่ปราสาทบันทายฉมาร์


        
- แผนผังการเดินทางจากอำเภออรัญประเทศมายังปราสาทบันทายฉมาร์
ก่อนจะเดินทางเข้าไปเที่ยวชมปราสาทบันทายฉมาร์ผมขอเล่าถึงประวัติความเป็นมาของปราสาทบันทายฉมาร์แห่งนี้ให้ท่านได้ฟังพอเป็นสังเขปเพื่อความเข้าใจในการเที่ยวชมปราสาทแห่งนี้น่ะครับ



แผนผังกลุ่มปราสาทบันทายฉมาร์
ปราสาทบันทายฉมาร์ หรือ "บันเตียฉมาร์" (BanteayChhmar) ในภาษาเขมรแปลว่า "ป้อมเล็ก" (Narrow fortress) ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดบันเตีย เมียน จีย์หรือที่คนไทยรู้จักในนามของจ.ศรีโสภณตั้งอยู่ ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศกัมพูชาห่างจากตัวจังหวัดบันเตียเมียน จีย์หรือจ.ศรีโสภณตามถนนราดยางและถนนลูกรังไปทางทิศเหนือประมาณ 63 กิโลเมตรและตั้งอยู่ห่างจากชายแดนไทย-กัมพูชา ทางบ้านโคกสูงอ.โคกสูง จ.สระแก้วระยะทางเพียง30 กิโลเมตรเท่านั้นเองครับแต่เส้นทางทางบ้านโคกสูงอ.โคกสูง ยังไม่อนุญาติให้เดินทางผ่านเข้าไปครับเพราะยังไม่ได้เปิดเป็นด่านถาวรครับ
                           สำหรับกลุ่มปราสาทบันทายฉมาร์ เป็นเมืองหรือ "วิษัยปุระ"ขนาดใหญ่ ที่มีความสำคัญทางตอนเหนือ ในเขตอิทธิพลของเมืองพระนครหลวงหรือนครธม ตั้งอยู่บนเส้นทางราชมรรคา (Royal Road) เชื่อมโยงเมืองพระนครกับเมือง "วิมายะปุระ" หรือเมืองพิมายในเขตที่ราบสูงขนาดของเมืองมีขนาดใหญ่ 3.5 x 2.5 ตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่าปราสาทนครวัดสองเท่า แต่เล็กกว่าเมืองพระนครธม (3 x 3 ตารางกิโลเมตร) เมืองบันทายฉมาร์ มีระบบการชลประทาน จัดการน้ำด้วยการขุดสระขนาดใหญ่ที่เรียกว่า "บาราย" ทางทิศตะวันออก เพื่อใช้กักเก็บน้ำสำหรับชุมชน ตรงกลางของบารายทางทิศตะวันออกเป็นเกาะ มีปราสาทหลังเล็ก ๆ ชื่อ "ปราสาทแม่บุญ" ตั้งอยู่ สันนิษฐานว่าเป็นปราสาทในคติ "เกาะราชยศรี" อันมี "ม้าพลาหะโพธิสัตว์" เปรียบประดั่งยานพาหนะลำใหญ่ที่พาผู้คนพ้นจากสังสารวัฏและทะเลแห่งทุกข์ เช่นเดียวกับ"คติ" ของ "ปราสาทนาคพันหรือ เนียคเปรือย"


                            
- บรรยากาศภายในปราสาทบันทายฉมาร์ดูเร้นลับ
กลุ่มปราสาทบันทายฉมาร์ มีปราสาททั้งหมดประมาณ 10 หลัง ปราสาทหลักคือปราสาทบันทายฉมาร์, ปราสาทตาเปล่ง,ปราสาทตาสก,ปราสาทตาเปรียว,ปราสาท "ป้อม"ประจำทิศ (ที่เชื่อว่าปราสาทของราชองค์รักษ์ผู้ภักดีทั้งสี่ทิศ), ปราสาทตาพรหม และปราสาทแม่บุญกลางบารายตะวันออก
ปราสาทบันทายฉมาร์ เป็นปราสาทขนาดใหญ่ใน "เมือง" ที่มีแนวกำแพงโบราณ (Ancient Wall) ล้อมรอบขนาด 3.5 x 2.5 คูน้ำที่ล้อมรอบปราสาทมีพื้นที่ประมาณ 1 x 1 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ปราสาทประมาณ 250 x 250 ตารางเมตร ชั้นนอกรายรอบด้วยระเบียงคดที่มีภาพสลักนูนต่ำ ถัดเข้ามาเป็นกำแพงที่มีภาพสลักสวยงาม ชั้นในเป็นระเบียงคด โคปุระ วิหาร ลานพิธีกรรม(โบสถ์) กุฏิ หอพระซุ้มปราสาทเมรุทิศ กำแพงของระเบียงมุขเชื่อมองค์ปราสาทที่นี่ มีการแกะสลักรูปนางอัปสราและลวดลายที่สวยงามสลับซับซ้อน หมู่ปราสาททอดยาวจากตะวันออกไปตะวันตก ส่วนมณฑลกลางเป็นหมู่ปราสาทประธานพระอาทิพุทธะ และหมู่ปราสาทพระพุทธเจ้า ที่มียอดปราสาทแบบศิขระเรือนลดหลั่นและปราสาทที่สลักเป็นรูปพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสี่หน้า ลักษณะเช่นเดียวกับที่ปราสาทบายนในเมืองพระนครจังหวัดเสียมเรียบ


- บรรยากาศภายในปราสาทบันทายฉมาร์เร้นลับ

"ปราสาทบันทายฉมาร์" เป็นหมู่ปราสาทที่สร้างขึ้นตามคติความเชื่อในลัทธิ "วัชรยานตันตระ" ลัทธินี้ ก็คือศาสนาพุทธนิกายมหายาน โดยรับเอารูปแบบวัฒนธรรมของฮินดูตันตระ (ที่มีเทพเจ้าและพิธีกรรมที่เร้นลับ มีคาถาอาคม) เข้ามาผสมอีกทีหนึ่ง พระพุทธเจ้าของวัชรยานจึงมีมากมาย แต่มีพระพุทธเจ้าสูงสุด (ชินพุทธะ - พระปาญจสุคต) อยู่ 5 พระองค์ คือ "พระไวโรจนะ" (ผู้รุ่งโรจน์)ปางปฐมเทศนา ประจำทิศเบื้องบน "พระอักโษภยะ" (ผู้ไม่หวั่น) ปางมารวิชัย ประจำทิศตะวันออก "พระรัตนสัมภวะ" (ผู้เกิดจากรัตนะ) ปางประทานพร ทิศใต้ – "พระอมิตาภะ" (ผู้มีแสงสว่างเป็นนิรันดร์) ปางสมาธิ ประจำทิศตะวันออก – "พระอโมฆสิทธิ" (ผู้สำเร็จโดยไม่พลาด)ปางประทานอภัย ประจำทิศเหนือ





- ชาวเขมรพากันมาทำบุญกราบไหว้พระพุทธรูปนาคปรกภายในปราสาทบันทายฉมาร์
ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 14 ลัทธิวัชรยานตันตระในอินเดียได้สร้างพระผู้ประทานกำเนิด "พระอาทิพุทธะ"พระพุทธเจ้าสูงสุดผู้ประธานกำเนิดพระชินพุทธะทั้ง 5 ในนามว่า "พระมหาไวโรจนะ" เมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งราชวงศ์ "มหิทรปุระ" ขึ้นปกครองราชอาณาจักรกัมพุชเทศ พระองค์เลือกที่จะใช้ลัทธิวัชรยานตันตระปกครองแผ่นดินด้วยลัทธิวัชรยานตันตระ เกิดขึ้นจากการผสมผสานคติความเชื่อใน "อำนาจ –อานุภาพ" ของเหล่าเทพเจ้าในฮินดูตันตระ พระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์จึงกลายเป็นพระผู้มีอำนาจและอานุภาพเหนือกว่าเหล่าเทพเจ้าฮินดูลัทธิวัชรยานตันตระของเขมรในยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เรียกกันว่า ลัทธิ "โลเกศวร" มี "เทวโพธิสัตว์" ที่สำคัญคือ "พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร" ที่มีความหมายถึง "พระโพธิสัตว์ผู้สอดส่องดูแลและให้ความช่วยเหลือแก่มวลสัตว์โลก" พระนามดั่งเดิมคือ "สมันตสุข" (พระผู้ส่องมองรอบด้าน) เมื่อมารวมกับอำนาจแห่ง "พระมหาศิวะเทพ" ผู้มีอานุภาพในการทำลายล้างของตันตระ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ผู้กำเนิดจากพระอมิตาภะ จึงเป็นพระโพธิสัตว์ที่ยิ่งใหญ่มีอานุภาพแผ่ไพศาล ทั้งการช่วยเหลือและทำลาย ตามความเชื่อในลัทธิ "โลเกศวร"



- บรรยากาศภายในปราสาทบันทายฉมาร์ ถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้ใหญ่อายุนานนับ100ปี
บันทึกของหลวงจีนฟาเฮียน (FaHien) ผู้จาริกแสวงบุญไปยังอินเดียในราวพุทธศตวรรษที่ 9 ได้บอกเล่าประสบการณ์เดินทางในขากลับจากอินเดีย ผ่านมายังอาณาจักรศรีวิชัย ระหว่างทางในมหาสมุทรอินเดีย ท่านได้พบกับพายุไต้ฝุ่น ท่านจึงภาวนาถึงพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรที่เชื่อว่า พระองค์ยังคอยสอดส่องช่วยเหลือมวลมนุษย์และด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่ พระองค์ได้โปรดดลบันดาลให้พ้นจากภัยอันตรายจนท่านสามารถเดินทางกลับบ้านได้ ในโลกยุคโบราณที่ "การเมืองและความเชื่อทางศาสนา" เป็นกระบวนการที่ต้องพึ่งพาอาศัยเกื้อกูล จนแทบเป็นเนื้อเดียวกัน เฉกเช่น เมื่อพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรในคัมภีร์ในลัทธิศาสนามีความยิ่งใหญ่ กลับกันในทางโลก ปราสาทที่สร้างในสมัยของพระองค์ จึงปรากฏหน้าพระพักตร์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในฐานะของ "เสมือน" พระโพธิสัตว์ผู้สอดส่องดูแลและปลดทุกข์ให้กับประชาชน ทั่วไปทุกหนแห่ง ทรงเป็นพระโพธิสัตว์ผู้มีอานุภาพทางธรรม และกษัตริย์เทวราชาผู้ทรง "แสงยานุภาพ" ในทางโลก เพื่อการควบคุม ปกครอง แรงงานไพร่ฟ้าแลประชาชนในพระราชอาณาจักรอันยิ่งใหญ่เช่นกัน



ปราสาทบันทายฉมาร์สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่7 ศิลปะแบบบายน
นอกจากที่พระองค์พระคอย "สอดส่อง" ช่วยเหลือประชาชนในภาพของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแล้ว พระองค์ยังได้แปลงพระอาทิพุทธมหาไวโรจนะ พระอมิตาภะ ให้มีใบหน้าและเครื่องแต่งกายเดียวกับพระองค์ เพื่อบอกกับโลกมนุษย์และประชาชนว่า "พระองค์อยู่สูงสุด เหนือผู้ใดในโลกและในสรวงสวรรค์"
นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส ได้จัดลำดับยุคสมัยทาง "ประวัติศาสตร์ศิลป์" ของปราสาทบันทายฉมาร์ ให้อยู่ในยุคที่2และ3ของศิลปะขอมแบบ "บายน" ราวต้นพุทธศตวรรษที่ 18 อยู่ในช่วงหลังการครองแผ่นดินของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ประมาณ 25 ปี ศิลปะบนใบหน้าของพระโพธิสัตว์บนยอดปราสาทและศิลปะการแกะสลักแบบขอมของที่นี่จึงดูจะไม่ค่อยละเอียดงดงามและไม่ได้สัดส่วนเท่าไหร่นัก เมื่อเทียบกับปราสาทบายนและปราสาทในยุคเดียวกันในเมืองพระนคร รูปแบบการวางผังปราสาท วางตามแนวตะวันออกมาตะวันตก ในคติปรัชญาการวางมณฑลเวที "ยันตระมันดารา " (Mandala) หรือ "ยันตระมณฑล" ของตันตระญาณ วางสัดส่วนของมณฑลโลกมนุษย์ไว้ด้านนอก มณฑลพระโพธิสัตว์ มณฑลมานุษิพุทธะ มณฑลธยานิพุทธะปราสาทประธานของพระมหาไวโรจนะและมณฑลแห่งศักติ (พลังเพศหญิงที่เกื้อหนุนเพศชาย) ผังของอาคารที่ดูซับซ้อน เริ่มต้นจากทิศทั้งสี่ นับเข้ามาจากทิศตะวันออก เดินตรงไปยังลานพิธี วิหารหรือศาลาพิธีกรรมด้านหน้า เข้าไปหมู่ปราสาทชั้นที่สอง (พระโพธิสัตว์ – มานุษิพุทธะ - เทพเจ้าฮินดู) ชั้นที่สาม (เหล่าพระพุทธเจ้า) ชั้นประธาน และชั้นศักติ (พลังเบื้องหลัง) ทะลุออกมาพบกับหอพระที่เป็นมณฑลปราสาทด้านหลัง



-บารายหรือคูน้ำล้อมรอบ ปราสาทบันทายฉมาร์ทั้ง4ด้าน
ต่อจากนั้นคณะของเราเดินทางมาพบกับคูน้ำที่ล้อมรอบปราสาททางมุมทิศตะวันตกเฉียงใต้ รถยนต์ของเราขับลัดเลาะคูน้ำทางด้านทิศใต้มาทางทิศตะวันออกจะพบกับสะพานนาคราชข้ามคูน้ำ ทางขวาเป็นรูปแกะสลักเหล่าเทวดากำลังยุคนาค และทางซ้ายก็เป็นรูปแกะสลักของเหล่ายักษ์กำลังยุดนาคกวนเกษียรสมุทร แต่เป็นที่น่าเสียดาย ที่รูปสลักเทพเจ้าและอสูรที่เป็นราวสะพานชักนาคเกษียรสมุทรทั้งสี่ทิศของปราสาทบันทายฉมาร์ ถูกทำลายและโจรกรรมรูปสลักสูญหายไปเป็นจำนวนมาก บางทิศเรียกว่า ยกประติมากรรมกรรมแกะสลักทั้งยักษ์และเทวดาไปทั้งสะพานนาคราชเลยก็ว่าได้



-สะพานนาคราชข้ามคูน้ำเป็นรูปแกะสลักของเหล่ายักษ์กำลังยุดนาคกวนเกษียรสมุทรทั้งสี่ทิศของปราสาทบันทายฉมาร์
คณะของเราสามารถใช้รถยนต์ข้ามคูน้ำทิศตะวันออกเข้ามา ผ่านซุ้มประตูบายน ตามแบบแผนประตูเมืองพระนครธม แต่มีขนาดเล็กกว่าครึ่งหนึ่ง ประตูตะวันออกนี้พังทลายลงมาเกือบทั้งหมดรอการบูรณะขึ้นมาใหม่ นับจากก้อนหินที่พังลงมา จะเห็นประตูที่สมบูรณ์ ผ่านประตูตะวันออกข้ามคูน้ำเข้ามาด้านใน ทางขวามือเป็นที่ตั้งของ "วหิคฤหะ" หรือ "ธรรมศาลา" ที่พักคนเดินทาง ในสภาพที่ยังบูรณะไม่เสร็จ และมีร่องรอยของระเบิดการสู้รบในยุคสมัยของสงครามอินโดจีน ตั้งอยู่ทางด้านหน้าสุดของตัวปราสาท



บริเวณด่านเก็บค่าธรรมเนียมเข้าชมคนละ 5 USD



แผนผังการเดินเที่ยวชมปราสาทบันทายฉมาร์
สำหรับบริเวณลานกว้างด้านหน้าปราสาท ปัจจุบันใช้เป็นที่วางก้อนหินที่รื้อมาจากซากถล่ม เพื่อเตรียมการบูรณปฏิสังขรณ์ ตามโครงการ "กองทุนมรดกโลก" (Global heritage fund) ที่เริ่มต้นบูรณะปราสาทบันทายฉมาร์มาตั้งแต่ปีที่แล้วครับส่วนด้านหน้าบันโคปุระทางด้านทิศตะวันออก เป็นรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กรแสดงอิทธิฤทธิ์เปล่งรัศมี





- ภาพจำหลักนูนต่ำพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแสดงอิทธิฤทธิ์เปล่งรัศมี ในปราสาทบันทายฉมาร์
ด้านนอกสุดของหมู่ปราสาทเป็น "ระเบียงคด" ผังทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส คือด้านนอกสุดของหมู่ปราสาทเป็น"ระเบียงคด" ผังทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส เป็นระเบียงที่พัฒนามาจากระเบียงปราสาทนครวัด คือเป็นระเบียงมุงหลังคาหิน ด้านนอกรองรับด้วยเสารองหลังคา และมี "ชั้นลด" ที่มีเสารองหลังคาอีกชั้นหนึ่ง ด้านในอีกด้านหนึ่งก่อเป็นกำแพงผนัง บนผนังก็จะสลักภาพนูนต่ำบอกเล่าเรื่อง ความศักดิ์สิทธิ์ อำนาจและอานุภาพ รูปแบบผนังของระเบียงแบบนี้ ทำให้แสงสว่างส่องเขามาระหว่างช่องเสาด้านนอกได้โดยสะดวก และทำให้นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นภาพสลักบนผนังอีกฝั่งหนึ่งได้โดยสมบูรณ์ระเบียงมุงหลังคาหิน แต่ก็มีเสารองหลังคา และชั้นลดบางส่วนของระเบียงคดด้านนอกหลงเหลือมาให้เห็นทางทิศใต้ ส่วนผนังของกำแพงที่มีรูปสลักนูนต่ำพังทลาย เหลือแต่เสาและคิ้วบัวด้านบนไว้ มีรูปสลักบนคิ้วเป็นรูป "พระโพธิสัตว์อวโลเกศวร4 กร" ที่เกิดจากอานุภาพของ "พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี" ดังที่คัมภีร์การันฑวยูหสูตร กล่าวไว้ "ด้วยเพียงพระโลมา 1 เส้นของพระองค์ก็มีอานุภาพมากกว่าพระพุทธเจ้า 62 เท่าของจำนวนเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา นอกจากนั้นในขุมพระโลมาแต่ละขุมของพระองค์ ยังมีคนธรรพ์อยู่เป็นจำนวนพัน อีกขุมหนึ่งมีฤาษีอยู่เป็นจำนวนล้านพระโพธิสัตว์เปล่งรัศมีจึงมีทั้งเทวดา คนธรรพ์ ฤๅษี และพระพุทธเจ้าอีกมากมาย"



ภาพจำหลักนูนต่ำพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแสดงอิทธิฤทธิ์เปล่งรัศมี ในปราสาทบันทายฉมาร์
ตรงส่วนกลางของระเบียงคดทั้ง 4 ด้าน มี "โคปุระ" หรือซุ้มประตูทางเข้า เป็นซุ้มมณฑปไม่มียอดปราสาท มีประตูเข้า 3 ประตู ซึ่งอาจจะแทนความหมาย "ตรีกาย" ของพระพุทธเจ้าอาทิพุทธ หรือแทนความหมาย"รัตนตรัยมหายาน" ที่ประตูกลางจะมีความหมายถึง "พระอมิตาภะ" ประตูทางซ้าย คือ "พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร" ประตูทางขวาแทน "พระนางปรัชญาปารมิตา" พระราชมารดาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ให้สังเกตว่าปราสาทที่มีใบหน้าพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร มักจะอยู่ด้านข้าง แต่ปราสาทที่วางไว้ตรงส่วนกลางจะทำเป็นปราสาทแบบ "ศริขร" ลดระดับขึ้นไป 5 ชั้น ประดับด้วยเครื่องบนและบริเวณหน้าบันแกะสลักเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติ และอานุภาพแห่งพระพุทธองค์เป็นส่วนใหญ่







                                                             ส่วนตรงมุมของระเบียงอันซับซ้อน จะสร้างเป็นปราสาทขนาดย่อมไว้ด้านบน ด้านนอกกำแพงระเบียง สลักรูปนางอัปสราและลวดลายพรรณพฤกษาประดับไว้ตรงประตูทางเข้าทุกประตูเดินเข้าประตูเล็ก ทางด้านซ้ายของโคปุระ ผ่านผนังเรื่องราวการทำสงครามและยุทธนาวีในโตนเลสาปเขมรระหว่างชนชาติขอมและจามและ เมื่อก้าวเข้าไปภายในก็จะพบกับกองหินขนาดมหึมาที่พักทลายลงมาด้วยผลจากสงครามอินโดจีนเมื่อ40ปีที่ผ่านมาส่วนวิหารด้านหน้าทางซ้ายมือมีต้นไม้ขนาดใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาเขียวชอุ่ม ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น ทางด้านขวาเป็นบ่อน้ำ (Pond) ทิศใต้ มีรูปหน้าบันสามเหลี่ยมส่วนหน้าของปราสาทแห่งนี้นำมาจัดวางเรียงไว้เพื่อเตรียมการบูรณะ หน้าบันดังกล่าวสลักเป็นรูปพุทธประวัติตอนเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ เป็นภาพของเจ้าชาย "สิทธัตถะ" กำลังตัดพระเกศา มีอาชา "กัณฐกะ" และนาย "ฉันนะ" อยู่ด้านข้าง ด้านล่างเป็นเหล่าเทพยดานางฟ้าที่มาชุมนุมแซ่ซ้องสรรเสริญหลังคาวิหารและระเบียงเชื่อมในส่วนมณฑลพิธีกรรมด้านหน้า ได้พังทลายลงไปกองทับถม จนเราต้องเดินผ่านไปด้านบนกองหินเสียเป็นส่วนใหญ่ เมื่อผ่านวิหารตะวันตก ก็จะมาสุดที่ซุ้มประตู "โคปุระ" ด้านทิศตะวันตก ที่มี 3 ประตูเช่นเดียวกับประตูอื่น ๆ ตรงกลางจะดูใหญ่และอีกสองประตูจะดูเล็กกว่า มีประตูเล็กอยู่ข้างโคปุระประตูเล็กทางทางทิศใต้ เป็นระเบียงคดที่มีผนังและเสารองรับ แต่เสา หลังคาและชั้นลดได้พังถล่มล้มระเนระนาดไปทางด้านนอกจนหมด คงเหลือแต่ผนังด้านในของระเบียงที่ยังมีรูปสลักนูนต่ำเป็นภาพ "พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งอานุภาพ" ในปางต่าง ๆ จากทั้งหมด 8 รูป ปัจจุบันเหลือเพียง 2 รูป หายไป 4 รูป อีก 2 รูปด้านทิศใต้สุดอาจฝังจมอยู่ใต้กองกำแพงที่พังถล่มทับถมอยู่







ภาพจำหลักนูนต่ำพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแสดงอิทธิฤทธิ์เปล่งรัศมี ในปราสาทบันทายฉมาร์
เมื่อผ่านประตูของหมู่ปราสาทออกไป ก็จะไปพบกับ "วิหาร" หรือ "หอพระ" ที่มีระเบียงคดรูปสี่เหลี่ยมล้อมรอบ ระเบียงคดในทิศนี้ ทำเป็นกำแพงมีหน้าต่าง หลังคามุงศิลาทราย ด้านบนประดับด้วยบราลีรูปพระพุทธเจ้าอมิตาภะแสดงอานุภาพในซุ้มเรือนแก้วเช่นเดียวกับกำแพงแก้ว "หอพระ วิหาร กุฏิ" ไม่ได้มีเฉพาะทางทิศทางตะวันตกเท่านั้นนะครับ ทางเหนือและใต้ก็มีมณฑลวิหารที่มีระเบียงคดแบบเดียวกันล้อมรอบ แต่ก็อยู่ในสภาพพังทลายเป็นส่วนใหญ่



 
- ภาพจำหลักนูนต่ำพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแสดงอิทธิฤทธิ์เปล่งรัศมี ในปราสาทบันทายฉมาร์
ถ้านับจากแผนผัง ยอดปราสาทของทั้ง 4 มณฑล น่าจะมีจำนวน 30-33 ยอด ( นับรวมปราสาทตรงมุมระเบียง) ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วที่มีการวาง "บราลี" (เสาประดับยอดหลังคา)เป็นรูปพระพุทธเจ้าแสดงอานุภาพในซุ้มเรือนแก้ว ตามกันยาวเป็นแถวเป็นแนว เหมือนจะบอกความหมายว่า นี่เป็นเขตปริมณฑลอันศักดิ์สิทธิ์ที่มีอานุภาพของพระพุทธเจ้า ตามเส้นทางเดินบนกองหินจะมองเห็น "หน้าบัน" ของปราสาทจากซากที่พังทลายอย่างชัดเจนคณะของเราเดินอยู่บนกองหินทั้งที่อยู่ด้านนอก และด้านในที่พังถล่มลงไปแล้ว หน้าบันสลักเป็นรูปพระพุทธเจ้า ที่มีรูปชาวบ้านและเหล่าสรรพสัตว์ขนาบอยู่บริเวณด้านข้าง ด้านล่างเป็นภาพชุมนุมเหล่าเทพยดา พระพุทธเจ้ามีทั้งพระพุทธเจ้าไภสัชยไวฑูรยประภาสุคต พระธยานิพุทธะอานุภาพมีสี่กร พระโพธิสัตว์อวโลกกิเตศวร สลับไปมาในทุกเรือนปราสาทที่มีความซับซ้อนของมุขระเบียงเชื่อม ใต้กองก้อนศิลาทรายที่พังทลายลงมาบดบังทับถม จนยากที่จะมองเห็นฐานรูปทรงเดิม ผนังระเบียงคดทางทิศเหนือ มีภาพของการเคลื่อนขบวนกองทัพ ขบวนเกียรติยศ ราชกิจและการสงคราม แต่กำแพงที่เหลืออยู่ก็พังทลายลงเป็นกองหินเสียส่วนใหญ่แล้ว

ภาพจำหลักนูนต่ำของนางอัปสราเทพธิดาผู้เฝ้ารักษาปราสาทบันทายฉมาร์


ใกล้กลับหอวิหารทางทิศใต้ มีฐานอาคารศิลาแลงประดับรูปสิงห์แบก หรือเรียกว่า"พลับพลา" น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของปราสาท เสาหิน เรือนหลังคาไม้มุงกระเบื้อง เพื่อใช้เป็นพลับพลาที่ประทับของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 หรือพระโอรสเจ้าชายศรีนทรกุมาร




 
ภาพจำหลักนูนต่ำภาพฤาษีเรียงรายอยู่รอบปราสาทปราสาทบันทายฉมาร์
และเมื่อเดินออกจากมณฑลปราสาท บริเวณระเบียงคดทางตะวันออกด้านใต้ เป็นจุดเริ่มต้นของการบูรณะ เริ่มมีการรื้อและขุดชิ้นส่วนหินออกมาเรียงไว้ เพื่อเตรียมทำการบูรณะในระบบ "อนัสติโลซิส" ภาพสลักบริเวณระเบียงคดนี้ เป็นราชการสงคราม ภาพยุทธนาวีกับจาม การเตรียมทัพและภาพเด่นของระเบียงแถบนี้คือภาพของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 กับเจ้าชายศรีนทรกุมาร กำลังขึ้นไปสังเกตการณ์ข้าศึกศัตรูบนยอดเขา





รูปประติมากรรมที่พบในปราสาทบันทายฉมาร์ มีอยู่ครบถ้วนตามแบบแผนคติปรัชญาในลัทธิโลเกศวร (วัชรยานตันตระแบบเขมร) ทุกประการ ทั้งรูปพระวัชรสัตว์ พระวัชรธร พระอมิตาภะปางสมาธิมีนาคปรก พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระนางปรัชญาปารมิตา พระโลเกศวร พระโพธิสัตว์วัชรปราณี พระโพธิสัตว์ปัทมปราณี เหวัชระ วัชรินมณฑล พระพุทธเจ้าไภสัชนไวฑูรยประภาสุคตและพระชิโนรสทั้งสองอันได้แก่ พระโพธิสัตว์สูรยไวโรจนจันทโรจิ (เพศชาย)และพระโพธิสัตว์จันทรไวโรจนโรหิณีศะ (ศักติของเพศหญิงตามลัทธิตันตระ) พระโพธิสัตว์ไตรโลกยวิชัย และเหล่าพระโพธิสัตว์มากมาย ประติมากรรมราวลูกกรง"สะพานนาค" ของปราสาทบันทายฉมาร์ ศิลปะที่นี่ได้เปลี่ยนรูปหัวนาคเดิมในยุคนครวัด ให้กลายเป็นรูป"ครุฑยุคนาคที่ซับซ้อน" เห็นได้จากทั้งข้างหน้าและข้างหลัง ครุฑที่ยุดจะยื่นมือออกมาทั้งสองข้างกรีดนิ้วแสดง "มุทรา" แห่งพลังอานุภาพ



- ภาพจำหลักนูนต่ำศิลปะแบบบายนโดยรอบระเบียงปราสาทบันทายฉมาร์
ส่วนมณฑลที่ 3 ด้านหน้าเชื่อมต่อกับระบียงคดของส่วนที่ 2 สามทาง ปราสาทเป็นทรงศริขร เรือนปราสาทเป็นชั้นลดหลั่น ปราสาทด้านข้างอยู่กลางระเบียงคดทำเป็นหน้าพระโพธิสัตว์ มุมระเบียงคดทั้ง 4 เป็นปราสาทขนาดย่อม




ภาพจำหลักนูนต่ำยุทธนาวีระหว่างขอมกับจามในโตนเลสาปเขมร
ส่วนที่ 4 เป็นส่วนขยาย เป็นปราสาทอีก 1 หลัง มีระเบียงต่อไปสามทาง เชื่อมส่วนที่ 3 กับโคปุระด้านทิศทางตะวันตก ส่วนนี้น่าจะเป็นมณฑล "ศักติ" หรือพลังเบื้องหลังที่ก่อเกิดอานุภาพแก่พระโพธิสัตว์สูงสุดเมื่อมองไปโดยรอบ จะเห็นภาพสลักยอดระเบียงที่เป็นรูปของ "กินรี" และ "ครุฑ" แทนความหมายของสัตว์ใน "ป่าหิมพานต์" ป่าใหญ่ที่ล้อมรอบเขา "พระสุเมรุ" และสรวงสวรรค์ที่ประทับของเหล่าพระโพธิสัตว์ เทวะและพระพุทธเจ้า





- ภาพจำหลักนูนต่ำยุทธนาวีระหว่างขอมกับจามในโตนเลสาป



มหาปราสาทอานุภาพวัชรยานตันตระแห่งบันทายฉมาร์ ได้ผ่านพ้นการทำลายรูปสลักเพื่อแปลง "ระบอบ"ให้กลับมาเป็นอาณาจักรแห่งฮินดูตันตระในยุคของพระเจ้าอินทรวรมันที่ 2 และผ่านพ้นสภาพสงครามกลางเมืองในยุคเขมรแดง จนมาถึงยุค "โศกนาฏกรรม" ที่รูปสลักแสดงอานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมีบนกำแพงทิศตะวันตกได้ถูกรื้อทำลาย โจรกรรม ลักลอบนำมาขายให้กับเหล่าเศรษฐีชาวต่างชาติที่ชอบสะสมของเก่าผ่านตลาดมืดในประเทศไทย แต่ยังดีที่ได้กลับคืนเพียง 2 ชิ้นเท่านั้นแต่อีกหลายชิ้นยังไม่ได้กลับคืนมาสู่ถิ่นเดิมส่วนที่ได้กลับคืนมา คงจะอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์กรุงพนมเปญในวันนี้ หรือไม่แน่ก็อาจจะย้ายมาเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ในเมืองเสียมเรียบแล้วก็เป็นได้



- ภาพจำหลักนูนต่ำพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เปล่งรัศมีของปราสาทบันทายฉมาร์ที่ถูกทางการไทยจับได้ระหว่างขนย้ายถูกนำมาจัดแสดงที่พิพิธภัณท์สถานแห่งชาติพระนครเมื่อปีพ.ศ ๒๕๔๒ก่อนจะถูกส่งคืนให้กับรัฐบาลกัมพูชาต่อไป
                                            ในวันนี้ความสงบสุขและสันติภาพได้หวลคืนสู่ประเทศกัมพูชา สถาปัตยกรรมโบราณอันล้ำค่า แห่งอารยธรรมขอมโบราณได้คืนกลับมาเป็นของขวัญอันล้ำค่าสู่ประชาชนชาวกัมพูชาสำหรับปราสาทบันทายฉมาร์ ก็เป็นหนึ่งในอารยธรรมขอมโบราณที่กำลังได้รับความนิยมของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก นำรายได้เข้าสู่ประเทศกัมพูชาอย่างมหาศาล วันนี้ปราสาทบันทายฉมาร์กำลังเปิดประตู ให้ผู้คนได้กลับมาค้นหาความลับของเจ้าชายศรีนทรกุมารกับเรื่องราวมหาอานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าชัยวรมันที่7แห่งอาณาจักรขอมในยุคที่เคยเจริญรุ่งเรืองจนถึงขีดสุดแต่ทว่าในปัจจุบันได้หายสาบสูญไปเมื่อเกือบ 1,000 ปีที่ผ่านมา

การเดินทางสู่ปราสาทบันทายฉมาร์
-  โดยรถยนต์จากด่านคลองลึกในอ.อรัญประเทศ จ.สระแก้วเดินทางข้ามไปยังด่านปอยเปตในประเทศกัมพูชาโดยใช้พลาสปอรต์สามารถอยู่ท่องเที่ยวในประเทศกัมพูชาได้15วัน จากนั้นใช้บริการรถยนต์รับจ้าง Toyota camary 4ที่นั่งติดแอร์เดินทางเช้าไปเย็นกลับราคาประมาณ100 USD รายละเอียดการเดินทาง

- จากด่านคลองลึกในอ.อรัญประเทศ – จังวัด บันเตียเมียน จีย์หรือ ศรีโสภณระยะทาง 48 กิโลเมตรจากนั้นเดินทางต่อไปยังปราสาทบันทายฉมาร์ตั้งอยู่ในอำเภอทะมอปวก ตำบล บันเตียฉมาร์ จังหวัด บันเตียเมียน จีย์หรือ ศรีโสภณระยะทาง 63 ก.ม รวมระยะทาง 111 ก.ม
แผนผังการเดินทางไปปราสาทบันทายฉมาร์

ท่านใดที่มีความประสงค์จะไปท่องเที่ยวยังประเทศกัมพูชาแล้วต้องการใช้บริการรถตู้ท่องเที่ยวส่วนบุคคลในเมืองเสียมเรียบประเทศกัมพูชาในราคาย่อมเยาสามารถติดต่อได้ที่คุณ จุมโนชื่อเล่น เคน ชาวกัมพูชาพูดไทยได้คล่องแคล่วอัธยาศัยดีทำงานเป็นพนักงานขับรถอยู่ในเมืองเสียมเรียบประเทศกัมพูชาคุณเคนยินดีเดินทางมารับท่านถึงหน้าด่านปอยเปตเข้าไปท่องเที่ยวในประเทศกัมพูชาท่านใดสนใจ สามารถติดต่อได้ทางe-mail mrkhane99 @gmail Facebook khiev khanLine 0818380011 โทรศัพท์ +855 9667881133 +855 17366805
ลุงหนวดรับประกันมรรยาทและอัธยาศัยไม่เอาเปรียบหลอกลวงลูกค้าครับ



- คุณ จุมโนชื่อเล่น เคน ชาวกัมพูชาพูดไทยได้พร้อมรถตู้ท่องเที่ยวในประเทศกัมพูชา

แต่ถ้ามีความประสงค์จะเดินทางไปท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะติดต่อได้ที่

- บริษัท อินโดไชน่า เอ็กซ์พลอเรอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

973/4 ถนนมาเจริญ(บางบอน5) แขวงหนองแขม เขตหนองแขมกรุงเทพมหานคร 10160 โทรศัพท์ : 0-2814-9585, 0-2814-9586

โทรสาร : 0-2814-9587 http://www.indochinaexplorer.com  

Email: indochinaexplorer@hotmail.com

Comments