Travellers‎ > ‎

อพท. ชวนเที่ยววิถีชุมชนสองประเทศ ตราด – เกาะกง กัมพูชา

posted May 24, 2017, 8:46 AM by Suthep Puangmahod
องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หนุนชุมชนเชื่อมท่องเที่ยว 2 ประเทศ เปิดเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง ตราด – เกาะกง ชูวิถีประมงชายฝั่ง และป่าชายเลน รองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มเรียนรู้ เพิ่มวันพักอีก 1 คืน เพิ่มรายได้ชุมชน
ดร.ชูวิทย์ มิตรชอบ รองผู้อำนวยการ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) เป็นประธานเปิดงาน อพท. ชวนเที่ยววิถีชุมชนสองประเทศ ตราด – เกาะกง กัมพูชา พร้อมด้วย นายสุธารักษ์ สุนทรวิภาต รักษาการผู้จัดการสำนักงานพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง หรือ อพท.1 องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) นายสุรศักดิ์ อินทรประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลไม้รูด ร่วมเปิดงาน และพาสื่อมวลชนลงพื้นสำรวจ เปิดเส้นทางท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านไม้รูด เชื่อมโยงจังหวัดตราดของไทย กับจังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา
ดร.ชูวิทย์ มิตรชอบ กล่าวว่า “อพท. 1 ได้ลงนามความร่วมมือในสัญญา (MOU) กับจังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา เพื่อส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวระหว่างกัน ซึ่งจะเกิดประโยชน์แก่ชุมชนของทั้ง 2 ประเทศ ที่ผ่านมา อพท.1 ได้พัฒนาศักยภาพของชุมชน ให้มีความพร้อมที่จะรองรับนักท่องเที่ยว เราได้จัดทำเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง 2 เส้นทาง เชื่อมจังหวัดตราด – จังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา ได้แก่ เส้นทาง ตราด – แหลมกลัด – หาดเล็ก – พายคายัคที่ป่าโกงกางบางคายัค จังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา และเส้นทาง ตราด – บ้านไม้รูด – หาดเล็ก – น้ำตกตาไต จังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มวันพักของนักท่องเที่ยวอีกอย่างน้อย 1 คืน เพื่อเพิ่มการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยว เช่น การทำกิจกรรมท่องเที่ยวในชุมชน การจับจ่ายใช้สอยสินค้าชุมชน และสินค้าบริเวณชายแดน 
จังหวัดตราดมีแนวเขตชายแดนติดกับจังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา มีจุดแข็งในเรื่องวิถีชีวิตชุมชนใกล้เคียงกัน และทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ ประกอบกับการเปิดเสรีอาเซียน ทำให้การเดินทางข้ามแดนสะดวกขึ้น จึงเป็นอีกจุดแข็งหนึ่งที่ชุมชน ตามเส้นทางจากตราดไปสู่เกาะกง ประเทศกัมพูชา จะได้รับประโยชน์จากการมาเยือนของนักท่องเที่ยวของทั้งสองชาติ”
  นายสุธารักษ์ สุนทรวิภาต กล่าวว่า “การส่งเสริมเส้นทางท่องเที่ยวครั้งนี้ จะช่วยให้มีนักท่องเที่ยวเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวได้เพิ่มขึ้น นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้ในวิถีชีวิตชุมชนบ้านไม้รูด โดยชุมชนก็เป็นเจ้าบ้านที่ดีคอยต้อนรับนักท่องเที่ยว และยังมีรายได้เสริม จากการให้บริการกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว การนำนักท่องเที่ยวไปสัมผัสกิจกรรมต่างๆในชุมชน เช่น การทำประมงชายฝั่ง การอนุรักษ์พันธ์ุปู ทั้งหมดจะช่วยผลักดันให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของชุมชนได้เพิ่มมากขึ้น
ที่ผ่านมา อพท. 1 ดำเนินการสำรวจเส้นทางแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพหลายแห่ง พบว่าชุมชนยังมีวิถีชีวิตแบบเดิมๆ คือทำประมง ทำสวน และใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ ทั้งหมดจึงเป็นจุดแข็ง ที่ อพท.1 ได้เข้าไปพัฒนาต่อยอด โดยนำองค์ความรู้ด้านการจัดการไปสอนให้กับชุมชน ให้ชุมชนเป็นผู้จัดกิจกรรม บริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ให้ถูกใช้อย่างคุ้มค่า และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวกิจกรรมการท่องเที่ยวให้ดีมีมาตรฐาน เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างประทับใจ ในส่วนของชุมชนตำบลไม้รูด จุดแข็งคือความอุดมสมบูรณ์ขอ ทรัพยากรธรรมชาติ และวิถีประมง ที่จะนำเสนอเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวเรียนรู้แก่นักท่องเที่ยว ได้แก่ ศึกษาการทำประมง นั่งเรือชมทะเล ศึกษาป่าชายเลน
ขณะที่ตำบลหาดเล็ก เป็นพื้นที่สุดแดนติดกับกัมพูชา เป็นจุดที่แคบที่สุดของไทย นับจากยอดเขาที่แบ่งเขตแดน กว้างเพียง 450 เมตรเท่านั้น ด้านซ้ายเป็นภูเขา ด้านขวาเป็นทะเล มีเขตการค้าชายแดน มีความพร้อมในการรองรับการท่องเที่ยวชุมชน สามารถที่จะดึงนักท่องเที่ยวจากหมู่เกาะช้าง เข้ามาท่องเที่ยวชุมชนเหล่านี้ ช่วยลดการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวในหมู่เกาะช้าง ด้วยการกระจายการท่องเที่ยวสู่ชุมชน บริเวณอำเภอคลองใหญ่ เป็นประมงพื้นบ้านออกเรือเล็ก มีแนวชายทะเลยาวหลายกิโลเมตรเช่นหาดบานชื่นและหาดมุกแก้วเป็นชายหาดบริสุทธิ์ มีความเป็นธรรมชาติมาก มีแมงกะพรุนหลากสี จะสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดีในอนาคต
สำหรับแหล่งท่องเที่ยวในอำเภอเมืองจ.ตราดที่ทางอพท.พาคณะสื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมก็คือ
วัดบุปผาราม หรือที่ชาวบ้านเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “วัดปลายคลอง” ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 บ้านปลายคลอง ถนนพัฒนาการปลายคลอง ตำบลวังกระแจะ เป็นวัดเก่าแก่ที่สุดในจังหวัด สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา ราวรัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. 2191) ท่านพระครูคุณสารพิสุทธิ์ (หลวงพ่อโห) อดีตเจ้าอาวาสในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้บูรณะปฏิสังขรณ์เสนาสนะถาวรวัตถุในวัด จวบจนปัจจุบันท่านพระครูสุวรรณสารวิบูลพร้อมทั้งชาวบ้านได้ร่วมแรงร่วมใจกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ และดูแลภูมิทัศน์โดยรอบวัดให้สะอาดเรียบร้อย วัดนี้จึงเป็นศูนย์กลางการปฏิบัติศาสนกิจ 
- รูปปั้นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชภายในวัดบุปผาราม 
สำหรับสิ่งที่น่าสนใจภายในวัด ได้แก่ พิพิธภัณฑ์ เป็นแหล่งรวบรวมโบราณวัตถุอันทรงคุณค่าไว้มากมายโดยเฉพาะพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งเป็นมงคลสูงสุดคู่บ้านเมืองมีพระพุทธรูปทองบุเงิน พระพุทธรูปปางต่าง ๆ รวมทั้งเครื่องถ้วยจีน เครื่องถ้วยยุโรป กลองมโหรทึก แสดงให้เห็นถึงการเดินทางแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างเมืองท่าชายฝั่งตะวันออกกับเมืองท่าโพ้นทะเลในแถบเอเชียอาคเนย์ข้ามไปไกลถึงซีกโลกตะวันตก เปิดทุกวัน
  - พระประธานภายในพระอุโบสถของวัดบุปผาราม
  - พระพุทธรูปปางต่าง ๆภายในพระอุโบสถของวัดบุปผาราม 
- พระพุทธไสยาสน์
ส่วนภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถและวิหารพระพุทธไสยาสน์เขียนขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์เป็นฝีมือช่างท้องถิ่นผสมกลมกลืนด้วยศิลปะจีน และวรรณคดีจีนแสดงให้เห็นว่าวัดแห่งนี้อาจได้รับการอุปถัมภ์จากชาวจีนที่มาค้าขายแถบชายฝั่งทะเลตะวันออก (พ่อค้าชาวจีนอพยพทางเรือมาที่เมืองตราดตั้งแต่สมัยอยุธยา บ้างอพยพจากอยุธยา กรุงเทพฯ เวียดนาม บ้างก็มาจากมาเลเซีย สิงคโปร์)
นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่น่าชมภายในวัด คือ หมู่กุฏิเล็กทรงไทย ที่สร้างได้ถูกต้องตามพระวินัยบัญญัติมีขนาดพอแค่ภิกษุอยู่ได้รูปเดียวเท่านั้น คนในท้องถิ่นเมื่อให้ลูกหลานบวชเรียนที่วัดก็จะสร้างกุฏิให้พร้อม เสร็จแล้วช่วยกันหามแห่มาที่วัดในวันทำพิธีบวชสำหรับหอสวดมนต์ก็เป็นศาลาไม้ยกพื้นสูงหลังคามุงกระเบื้องเคลือบชั้นเดียวชายคาปีกนกหน้าบันไม้จำหลักปิดทองลายเทพนมฝาประกน เสาไม้แปดเหลี่ยมเจดีย์ เป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ก่อด้วยศิลาแลงฉาบปูน รูปสี่เหลี่ยมจตุรัส วิหารฝากระดาน ก่ออิฐถือปูนรูปเรือสำเภา เช่นเดียวกับฐานโบสถ์วิหาร สร้างสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย หลังคาชั้นเดียว ฝาผนังไม้ เป็นต้น 
- เครื่องถ้วยชามดินเผาจากประเทศจีน
จากนั้นอพท.ก็พาคณะสื่อมวลชนดินทางต่อมายังพิพิธภัณฑสถานเมืองตราด
- ด้านหน้าของพิพิธภัณฑสถานเมืองตราด 
อาคารพิพิธภัณฑสถานเมืองตราด ตั้งอยู่บนถนนสันติสุขในตัวเมืองตราด สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2465 สมัยรัชกาลที่ 6 เพื่อเป็นศาลากลางจังหวัดตราด ลักษณะเป็นอาคารสถาปัตยกรรมสมัยอาณานิคม โดยสร้างเป็นเรือนไม้ เสาปูนยกพื้นใต้ถุนสูง หลังคาทรงปั้นหยา เมื่ออาคารชำรุดทรุดโทรมลงตามกาลเวลา กระทรวงมหาดไทยเกรงจะไม่ปลอดภัยต่อบุคลากรและผู้มาติดต่อราชการ จึงสร้างอาคารศาลากลางจังหวัดตราดขึ้นมาใหม่ ส่วนศาลากลางหลังเก่ากรมศิลปากรได้ทำการขึ้นทะเบียนให้เป็นโบราณสถานของชาติ
- ภายในอาคารพิพิธภัณฑสถานเมืองตราด
ต่อมาเมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2547 อาคารหลังเก่าถูกไฟไหม้เสียหายเกือบทั้งหลัง ประชาชนและข้าราชการจังหวัดตราดเห็นควรที่จะบูรณะอาคารขึ้นมาใหม่ เพื่อจัดตั้งให้เป็นพิพิธภัณฑสถานเมืองตราด จากนั้นเทศบาลเมืองตราดจึงจัดสรรงบประมาณประจำปี 2548 เพื่อให้กรมศิลปากรดำเนินการบูรณะซ่อมแซมอาคารตามรูปแบบเดิมพร้อมปรับสภาพภูมิทัศน์ จนแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.2549 หลังจากนั้นใน พ.ศ.2550 จังหวัดตราดขอความอนุเคราะห์กรมศิลปากรปรับปรุงอาคารแห่งนี้ให้เป็นพิพิธภัณฑสถานเมืองตราด สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจึงดำเนินการทางวิชาการและเทคนิคจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑสถาน และในวันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 กรมศิลปากรได้ส่งมอบพิพิธภัณฑสถานเมืองตราดให้เทศบาลเมืองตราดดำเนินการบริหารจัดการ
- ถ้วยชามดินเผาโบราณตั้งแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานเมืองตราด
- ภายในพิพิธภัณฑสถานเมืองตราด
พิพิธภัณฑสถานแห่งนี้เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้มรดกวัฒนธรรม ธรรมชาติ และวิถีชีวิตเมืองตราด ภายในอาคารพิพิธภัณฑสถานเมืองตราด จัดแบ่งห้องแสดงภาพถ่ายเหตุการณ์ต่างๆและวัตถุโบราณที่หาได้ในจังหวัดตราดโดยเปิดให้บริการนักท่องเที่ยว วันอังคาร - วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09.00 น. - 16.00 น.วันเสาร์ - วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.30 น. - 16.30 น. (หยุดวันจันทร์)สำหรับอัตราค่าเข้าชม พิพิธภัณฑสถานเมืองตราด เด็ก ส่วนสูงเกินกว่า 100 เซนติเมตรขึ้นไป 5 บาท, ผู้ใหญ่ 10 บาท
และจากตัวเมืองตราดไปตามทางหลวงหมายเลข 318 สายตราด-คลองใหญ่-บ้านหาดเล็กก็เดินทางมาถึงยังชุมชนบ้านไม้รูด  
ชุมชนบ้านไม้รูด ตั้งอยู่ตำบลไม้รูดในอ.คลองใหญ่จ.ตราด ห่างจากตัวเมืองตราดระยะทางประมาณ 50กม. ชุมชนบ้านไม้รูดตั้งอยู่ติดกับชายฝั่งทะเล จึงมีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ชาวบ้านยังคงยึดอาชีพประมงเป็นวิถีชีวิตที่พึ่งพากับทรัพยากรธรรมชาติ ชุมชนแห่งนี้จึงสามารถสืบสานความเป็นชุมชนพร้อมแหล่งท่องเที่ยวควบคู่กันไป และบริเวณริมชายหาดด้านหลังของหลังวัดไม้รูดแห่งนี้เป็นที่ตั้งของบ่อญวน โดยมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่าสมัยที่เวียตนามรุกรบขับไล่ฝรั่งเศสซึ่งขณะนั้นฝรั่งเศสตั้งฐานทัพอยู่ที่ จ.เกาะกงในประเทศกัมพูชา กองทหารเวียตนามได้ส่งทหารเข้ามารบขับไล่ฝรั่งเศสที่ จ.เกาะกงโดยขอใช้ดินแดนไทยเป็นที่ตั้งทัพชั่วคราว ซึ่งขณะนั้นอยู่ในสมัยของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม
กองทัพเวียดนามเดินทางมาตั้งฐานทัพที่บริเวณวัดไม้รูดในปัจจุบันระหว่างที่พักตั้งกองทัพ เพื่อที่จะไปตีฝรั่งเศสในจ.เกาะกง กองทัพเวียดนามเกิดขาดแคลนเสบียงอาหารคนไม้รูดได้นำข้าวปลาอาหารมาแจกจ่ายให้ ซึ่งทหารเวียตนามไม่เคยลืมบุญคุณของชาวบ้านไม้รูด 
จากนั้นนายทหารได้สั่งให้ทหารเวียดนามไปหาแหล่งน้ำจืดและก็ได้ไปพบกับบ่อน้ำจืดที่อยู่ด้านหลังของวัดไม้รูดและเป็นบ่อน้ำจืดที่อยู่ติดกับทะเล นับจากวันนั้นมา80 ปี บ่อญวณ จึงมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อีกแห่งหนึ่งของบ้านไม้รูดแห่งนี้ 
- บ่อน้ำญวน
นอกจากนั้นที่บ้านไม้รูดแห่งนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวชมความงามของแมงกะพรุนได้ตามกระแสน้ำและกระแสลมของทะเลตราดตลอดเส้นทางบ้านหาดเล็ก – คลองใหญ่และกิจกรรมปล่อยปูคืนสู่ท้องทะเลเป็นกิจกรรมที่ชมรมท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านไม้รูด จัดทำขึ้นให้นักท่องเที่ยวทำกิจกรรมกันในยามที่มาเยี่ยมเยือนบ้านไม้รูด เดิมที่ชุมชนได้มีการจัดตั้งธนาคารปูขึ้น ก็เพื่ออนุรักษ์พันธ์ปู ปลา กุ้ง หอย ไม่ให้สูญหายไปจากท้องทะเลไทยและเนื่องมาจากระยะหลังนี้ สัตว์น้ำรวมทั้งปูม้าที่ชาวประมงพื้นบ้านออกเรือไปหาบริเวณชายฝั่งบ้านกูด มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงได้เกิดการรวมกลุ่มจัดตั้งธนาคารปูขึ้นมา ชาวบ้านไม้รูดถือว่าเป็นสมาชิกทุกคน
ธนาคารปู
  นอกจากนี้ทางกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านไม้รูดยังมีที่พักโฮมสเตย์ไว้คอยให้บริการกับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังชุมชนบ้านไม้รูดในราคาย่อมเยาอีกด้วย
สนใจรายละเอียดสอบถามได้ที่ คุณสุรี ผ่องใส ประธานกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านไม้รูดอ.คลองใหญ่จ.ตราด โทรศัพท์ 081-9822725


จากบ้านไม้รูดอพท.ก็พาคณะสื่อมวลชนเดินทางมาถึงยังหาดบานชื่นตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 318 ทางไปอ.คลองใหญ่ 
-หาดบานชื่น
หาดบานชื่น เป็นชายหาดที่มีความสวยงามและมีเม็ดทรายที่มีความละเอียดที่สุดบนฝั่งในจังหวัดตราดและเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดในจังหวัดตราดหาดบานชื่นเดิมชื่อว่า “หาดมะโร” ต่อมาเจ้าของที่ดินได้บริจาคที่ดินบริเวณหน้าหาด จำนวน 14ไร่ ให้กับทางจังหวัดเพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเมื่อปี พ.ศ. 2527 จากนั้นทางจังหวัดตราดได้ทำการพัฒนาจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งในจังหวัดตราดจนถึงปัจจุบัน 
จากอำเภอคลองใหญ่ระยะทางประมาณ16 กิโลเมตรเดินทางเข้าสู่ตลาดการค้าชายแดนบ้านหาดเล็กซึ่งกำลังคับคั่ง ไปด้วยพ่อค้าแม่ค้าชาวไทยและกัมพูชานำสินค้ามาแลกเปลี่ยนซื้อขายตลอดจนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาช้อบปิ้งกัน ตลอดทั้งวัน 

- ด่านชายแดนคลองใหญ่ไทยที่บ้านหาดเล็กจังหวัดตราด 
- ธงชาติของเหล่าประเทศสมาชิกสมาคมอาเชี่ยนโบกสะบัดอยู่ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองไทย 
จากนั้นทำการผ่านขั้นตอนการตรวจคนเข้า-ออกเมืองไทย-กัมพูชาเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นอพท.ก็พาคณะสื่อมวลชนเดินทางเข้าสู่จ. เกาะกงประเทศกัมพูชา
 เกาะกง ในอดีตเกาะกงเคยเป็นเมืองหนึ่งของไทย มีชื่อว่า “ปัจจันคีรีเขตร”ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงมีพระบรมราชโองการตั้งเกาะกงให้เป็นส่วนหนึ่งของเมืองตราด 
สำหรับสาเหตุที่รัชกาลที่ 4 พระราชทานนามเกาะกงว่า “เมืองปัจจันตคิรีเขตร” ก็เพื่อให้คล้องจองกับชื่อเมืองประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านภาคตะวันตกของไทยในแนวรุ้งละติจูดเดียวกันต่อมาในสมัยรัชกาลที่5ได้มีการตกลงทำหนังสือสัญญาขึ้นฉบับหนึ่งเรียกว่า "หนังสือสัญญาระหว่างสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยามกับเพรสสิเดนท์แห่งฝรั่งเศส"และเมื่อฝรั่งเศสยึดครองกัมพูชาได้ ในเหตุการณ์การล่าอาณานิคม จึงได้ยึดเมืองตราดไว้เป็นประกัน ต่อมาตามสนธิสัญญานี้ฝรั่งเศสจึงคืนเมืองตราดให้กับไทยตามเดิม แต่ฝ่ายไทยจะต้องยอมยกดินแดนประเทศกัมพูชาส่วนใน (มณฑลบูรพา) คือ เมืองพระตะบอง,เมืองเสียมราฐ และเมืองศรีโสภณ แลกเปลี่ยนตามเงื่อนไข 
ต่อมาปรากฏว่าเมืองปัจจันตคิรีเขตร (เกาะกง) ฝรั่งเศสมิได้คืนให้ไทยแต่ประการใด ปัจจุบันเมืองปัจจันตคิรีเขตร (เกาะกง) จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศกัมพูชาไปโดยปริยาย . 
สำหรับแหล่งท่องเที่ยวแห่งแรกในจ.เกาะกงที่ อพท.พาคณะสื่อมวลชนเดินทางไปเที่ยวชมก็คือ จดีย์โบราณขุนช้างขุนแผน
- สะพานปูนทางเดินเท้ายื่นออกไปในแม่น้ำเกาะกงไปยังเจดีย์โบราณขุนช้างขุนแผน 
เจดีย์โบราณขุนช้างขุนแผนตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเกาะกงประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นเจดีย์เก่าแก่ ตั้งอยู่ในบริเวณริมแม่น้ำเกาะกง มีพื้นที่โดยรอบเจดีย์ประมาณ 40 ตารางเมตร มีความสูงโดยประมาณ 4 เมตร มีสะพานปูนเป็นทางเดินเท้ายื่นออกไปในแม่น้ำเกาะกงระยะทางประมาณ100เมตรเพื่อเดินไปยังบริเวณตัวเจดีย์ขุนช้างขุนแผน 
ส่วนด้านล่างเจดีย์มีความลึกไม่น้อยกว่า 6 ด้านบนเจดีย์ได้รับการบูรณะซ่อมแซมแล้ว ส่วนบนหินจะมีรูปปั้นของยายเพ็ญ หญิงชราที่มีความเกี่ยวข้องกับตำนานโบราณของชาวกัมพูชา ชาวเกาะกงนิยมมากราบไหว้บูชาเจดีย์ขุนช้างขุนแผนกันเป็นประจำ เพื่อขอพรให้สมหวัง การค้าขายร่ำรวยทำมาค้าขึ้น
 - รูปปั้นยายเพ็ญ 
- บรรยากาศริมแม่น้ำเกาะกง 
- สภาพถนนสู่ตัวเมืองเกาะกง 
จากนั้น อพท.พาคณะสื่อมวลชนออกเดินทางต่อมายังวัดปากคลอง 
วัดปากคลอง เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งในจังหวัดเกาะกงโดยมีหลวงพ่อหมึกเกจิอาจารย์ชื่อดังอดีตเจ้าอาวาสของวัดแห่งนี้ปัจจุบันมรณภาพไปนานแล้วแต่หลวงพ่อหมึกยังคงเป็นที่เคารพเลื่อมใสของชาวเกาะกงและชาวตราดมาจนถึงทุกวันนี้ 
- ประตูทางเข้าวัดปากคลอง 
สำหรับวัดปากคลองตั้งอยู่ริมชายหาดติดกับทะเลและจากประตูทางเข้าวัดจะแลเห็นพระพุทธรูปประทับในท่ายืนพนมมือเป็นสิบๆองค์ยืนเรียงรายจนไปสิ้นสุดยังพระอุโบสถของวัด 
- พระพุทธรูปยืนปากทางเข้าวัดปากคลองในจังหวัดเกาะกง 
ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างคณะของเราได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากท่านเจ้าอาวาสของวัดปากคลองซึ่งพูดไทยชาวคณะของเราร่วมใจกันทำบุญทำทานตามแต่กำลังศรัทธาก่อสร้างพระอุโบสถของวัดปากคลองที่ยังสร้างไม่เสร็จหลังจากรับศีลรับพรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 
- พระภิกษุกัมพูชาสวดมนต์ให้ศีลให้พรแก่บรรดาญาติโยมที่มาทำบุญ 
จากนั้นอพท.ก็พาคณะสื่อมวลชนเดินทางข้ามสะพานแม่น้ำเกาะกงที่มีความยาว1กม.ข้ามมายังตัวจังหวัดเกาะกง
- ถนนบนเกาะกง 
- นิคมอุตสหกรรมที่เปิดใหม่ในจ.เกาะกง 
- สะพานข้ามไปยังตัวเมืองเกาะกงยาวประมาณ1กิโลเมตร 
- ตัวเมืองเกาะกงเมื่อมองจากสะพานเกาะกง 
- ตึกรามบ้านช่องใหม่ๆเรียงรายไปตามถนนในตัวเมืองเกาะกง 
ซึ่งบรรยากาศในตัวเมืองเกาะกงก็มีลักษณะคล้ายกับหัวเมืองตามต่างจังหวัดบ้านเราปัจจุบันเกาะกงกำลังได้รับการพัฒนาให้เป็นเมืองอุตสหกรรมของกัมพูชาเพราะตั้งอยู่ในชัยภูมิที่กับติดทะเลนอกจากนั้นยังตั้งอยู่ใกล้กับท่าเรือสีหนุวิวท่าเรือขนส่งที่สำคัญของกัมพูชาทำให้การขนส่งสินค้าออกสู่ประเทศต่างๆสามารถทำได้โดยสะดวกและรวดเร็ว 
- วงเวียนใจกลางจังหวัดเกาะกง 
- สภาพถนนทางไปยังน้ำตกตาไตห่างจากตัวเมืองเกาะกง 25กม. 
ช่วงบ่าย อพท.พาคณะสื่อมวลชนออกเดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา เพื่อไปชมน้ำตกตาไต ซึ่งเป็นน้ำตกที่สวยและใหญ่ที่สุดของจังหวัดเกาะกง อยู่ห่างจากด่านชายแดนไทยประมาณ 25 กม. ข้ามสะพานข้ามแม่น้ำตาไตซึ่งบริเวณใต้สะพานเป็นท่าเรือโดยสารไปท่องเที่ยวยังน้ำตกตาไตซึ่งการจะไปที่น้ำตกตาไตได้นั้นต้องนั่งเรือโดยสารต่อไปอีก20นาทีจึงจะถึงตัวน้ำตกตาไต เรือโดยสารที่นี่ก็คล้ายกับเรือหัวโทงแถวภาคใต้บ้านเรา นั่งได้ลำละ 10 คน เหมาเป็นลำละประมาณ 800 – 1,000 บาท แล้วแต่ตกลงกัน ด้านความปลอยภัยก็มีชูชีพให้กับผู้โดยสารทุกคนส่วนกัปตันเรือใบหน้ายังละอ่อนอยู่ แต่ความสามารถในการขับเรือนั้นสุดยอด น่าจะเก่งเกินวัยอยู่มาก
 นั่งเรือชมวิวสองฝากฝั่งที่เต็มไปด้วย พันธ์ไม้ป่าชายเลน เขียวขจียาวไปตลอดจนถึงตัวน้ำตก ระหว่างทางมีเรือนักท่องเที่ยววิ่งสวนมาอยู่บ้าง ริมฝั่งแม่น้ำตาไต ไม่มีบ้านคนปลูกอาศัยอยู่เลยสักหลัง น่าจะเป็นสาเหตุให้ระบบนิเวศน์สองฝั่งแม่น้ำ ยังคงสมบรูณ์อยู่มาก 
ใช้เวลานั่งเรือมาประมาณ 20 นาที เรือก็มาจอดเทียบแก่งหินหน้าน้ำตกตาไต สายตาที่มองรอดผ่านใต้หลังคาเรือออกไป เห็นน้ำตกที่สวยและใหญ่ ขวางกลางอยู่เต็มลำน้ำ ไม่น่าแปลกที่จะเป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา ไม่เสียดายค่ารถ ค่าเรือ และค่าเวลา ที่ได้มาดูให้เห็นกับตาตัวเอง น้ำตกกว้างใหญ่ประมาณ 100 เมตร สายน้ำตกไหลมาจากเทือกเขาบรรทัด มาเป็นน้ำตกตาไต แล้วเป็นแม่น้ำตาไตไหลลงสู่ทะเลอ่าวไทย เรือโดยสารจะจอดอยู่หน้าน้ำตกให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูป หรือจะขึ้นบกเพื่อไปดูตัวน้ำตกอย่างใกล้ชิดก็ได้ แต่ต้องเดินขึ้นเขาผ่านป่าละเมาะไปอีกประมาณ 200 เมตร เพื่อขึ้นไปชมน้ำตกอย่างใกล้ชิด
 พอทุกคนขึ้นมาถึงตัวน้ำตกก็ไม่ผิดหวัง น้ำตกใหญ่ตระการตา น้ำใสไหลเย็นลดหลั่นกันสองชั้น อยู่เบื้องหน้าให้นักท่องเที่ยวได้เลือกเดินเลือกมุมบันทึกภาพได้ ถึงแม้วันนี้ท้องฟ้าจะไม่สดใส ปกคลุมไปด้วยเมฆฝน แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคกับการท่องเที่ยวน้ำตก ซึ่งก็ไม่มีคณะเราคณะเดียวที่เดินทางมาชมน้ำตก ยังมีตามมาอีกหลายลำทั้งคนไทยและคนท้องถิ่นกัมพูชา คุ้มค่ากับการเดินทามาเที่ยวชมจริงๆ 
- น้ำตกตาไตในช่วงฤดูร้อนน้ำใสไหลเย็น 
- น้ำตกตาไตในช่วงฤดูฝน 
จากนั้น อพท.พาคณะสื่อมวลชนกลับเข้ามายังฝั่งไทยช้อบปิ้งกันที่ตลาดการค้าชายแดนบ้านหาดเล็ก ติดด่านชายแดนไทย- กัมพูชา สภาพการค้าคึกคักพอสมควรมีพ่อค้าแม่ค้าทั้งฝั่งไทยและกัมพูชามาค้าขายกันพอสมควร 
-บรรยากาศตลาดการค้าชายแดนบ้านหาดเล็ก
ก่อนเดินทางกลับคณะของเราแวะถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันที่ส่วนที่แคบที่สุดในประเทศไทยของจังหวัดตราด ส่วนที่แคบที่สุดในประเทศไทย ตั้งอยู่ที่ บ้านโขดทราย ตำบลหาดเล็ก บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 81– 82 มีส่วนที่เป็นผืนดินที่แคบที่สุดของประเทศไทย กว้างเพียง 450 เมตร เท่านั้น เมื่อก่อนมีเพียงป้ายบอกว่าเป็น ส่วนที่แคบที่สุดในประเทศไทย เท่านั้น 
แต่ปัจจุบันเทศบาลหาดเล็กได้มาทำการปรับปรุงภูมิทัศน์ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดตราด ด้วยการทำทางเดินขึ้นไปเป็นชั้นๆ ให้นักท่องเที่ยวได้เดินขึ้นไปดูส่วนที่แคบที่สุดของประเทศไทย พร้อมติดตั้งตัวอักษรคำว่า “TRAT” เพื่อให้นักท่องเที่ยว ถ่ายรูป ปักหมุด ได้เช็คอิน ถ้ายืนอยู่บนจุดชมวิวสูงสุด ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส สามารถมองเห็นเกาะกูดได้อย่างชัดเจนอีกด้วย 
                                          อพท. ชวนเที่ยววิถีชุมชนสองประเทศ ตราด – เกาะกง กัมพูชา โครงการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับประเทศกัมพูชาครั้งนี้ เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 18 – 20 พฤษภาคม 2560 เป็นโครงการนำร่องโดยเอาชุมชนบ้านไม้รูด เข้ามามีส่วนร่วม ให้ชุมชนเป็นตัวกำหนดเส้นทางท่องเที่ยว และกิจกรรมในการท่องเที่ยว แล้วเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยว ไปยังจังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา เพื่อนำเสนอสินค้าด้านการท่องเที่ยวของชุมชนไม้รูด ที่ยังไม่ได้รับการเผยแพร่มากนัก และเปิดเส้นท่องเที่ยวใหม่ๆ ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส สร้างการรับรู้ให้กับคนที่สนใจเดินทางท่องเที่ยว แต่ยังไม่สามารถเดินทางได้ในตอนนี้ และสร้างรายได้ให้กับชุมชน เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ทั้งจากฝั่งไทยและฝั่งประเทศกัมพูชา ให้เศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัดตราดให้ขับเคลื่อนต่อไปในอนาคต 


 

 

 

 

Comments