“ปลุกพลัง Gen-H คนรุ่นใหม่สร้างสุขภาพ” สสส. สานพลังสถาบันยุวทัศน์ฯ-ภาคีสุขภาพ รุก 8 จังหวัด ปั้นเยาวชนสื่อสารภัยบุหรี่ไฟฟ้า-โรคไม่ติดต่อ ป้องกันนักสูบหน้าใหม่ ชี้ช่องทางเข้าถึงบริการเลิกบุหรี่ ตั้งเป้าปี 2570-2571 ส่งต่อเด็กและเยาวชนเข้าระบบอย่างน้อย 1,000 คน
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 26 มิ.ย. 2569 ที่ โรงแรมวินทรี ซิตี้ รีสอร์ท จ.เชียงใหม่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย (ยท.) กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และเครือข่ายอาสาสร้างสุขภาพ (Gen-H) จัดกิจกรรมถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานของอาสาสร้างสุขภาพ ภายใต้โครงการผลักดันกลไกยุวอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ “ยุว อสม.” และอาสาสร้างสุขภาพร่วมสื่อสารภัยสุขภาพในเด็กและเยาวชน พร้อมนำเสนอผลงานของคนรุ่นใหม่จาก 8 จังหวัด ที่ร่วมขับเคลื่อนมาตรการลดการใช้บุหรี่ไฟฟ้า ส่งเสริมการเข้าถึงบริการเลิกบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า และลดปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ในกลุ่มเด็กและเยาวชน
นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ สสส. กล่าวว่า สสส. ให้ความสำคัญกับการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมออกแบบกระบวนการสร้างเสริมสุขภาพตั้งแต่ต้น เพื่อให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาสอดคล้องกับพฤติกรรมและบริบทของเด็กและเยาวชนในปัจจุบัน โดยเฉพาะปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าและโรคไม่ติดต่อ จากผลสำรวจการบริโภคยาสูบของเยาวชนไทย ปี 2565 พบเด็กอายุ 13-15 ปี ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 5.3 เท่า จาก 3.3% ในปี 2558 เป็น 17.6% ในปี 2565 ขณะที่ข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติพบจำนวนผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มจาก 78,742 คนในปี 2564 เป็น 900,459 คนในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้น 11.44 เท่า นอกจากนี้ รายงานสถานการณ์โรคอ้วนโลก ปี 2567 พบเด็กไทย 1 ใน 3 คนมีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน สอดคล้องกับข้อมูลกรมอนามัยที่พบเด็กอายุ 6-14 ปี มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนเพิ่มจาก 9.33% ในปี 2557 เป็น 13.12% ในปี 2567
“สสส. สนับสนุนให้เด็กและเยาวชนเป็นมากกว่าผู้รับข้อมูล แต่เป็นผู้ร่วมคิด ออกแบบ และสื่อสารแนวทางแก้ไขปัญหาสุขภาพของคนรุ่นเดียวกัน โดยสานพลังภาคีทั้งภาครัฐ สถานศึกษา ชุมชน และเครือข่ายเยาวชน เพื่อขับเคลื่อน 3 ด้านสำคัญ 1. สร้างความรู้เท่าทันภัยบุหรี่ไฟฟ้าและพฤติกรรมเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ 2. พัฒนาแกนนำเยาวชนให้สามารถสื่อสารและชักชวนเพื่อนเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพ 3. ผลักดันมาตรการและสภาพแวดล้อมที่ช่วยปกป้องเด็กและเยาวชน ทั้งในสถานศึกษา ครอบครัว และชุมชน เพื่อให้พลังของคนรุ่นใหม่เกิดผลต่อการเปลี่ยนแปลงสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง” นพ.เฉวตสรร กล่าว
นายพชรพรรษ์ ประจวบลาภ เลขาธิการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถาบันยุวทัศน์ฯ ร่วมกับ สสส. กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ พัฒนากลไกอาสาสร้างสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีเด็กและเยาวชนเป็นสมาชิกเครือข่ายอาสาสร้างสุขภาพแล้วกว่า 89,000 คน ขณะเดียวกัน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยอาสาสร้างสุขภาพ เพื่อวางรากฐานให้กลไกการทำงานของเด็กและเยาวชนมีความต่อเนื่องและยั่งยืน สนับสนุนการทำงานของอาสาสร้างสุขภาพ 10 เครือข่ายใน 8 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงใหม่ จ.แม่ฮ่องสอน จ.เพชรบูรณ์ จ.นนทบุรี จ.ชลบุรี จ.นครศรีธรรมราช และ จ.อุบลราชธานี และกรุงเทพมหานคร
“แต่ละพื้นที่ออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับปัญหาของตนเอง ได้แก่ 1. กรุงเทพฯ ทำความร่วมมือกับสถานศึกษาในพื้นที่กรุงเทพกลาง เพื่อผลักดันมาตรการลดการใช้บุหรี่ไฟฟ้าและเฝ้าระวังร้านจำหน่ายรอบสถานศึกษา 2. จ.อุบลราชธานี ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ต่อเนื่อง 4 สัปดาห์ เพิ่มกิจกรรมทางกายและจัดอาหารลดหวาน มัน เค็ม 3. จ.นครศรีธรรมราช ใช้กีฬาฟุตซอลและแชร์บอลสร้างแรงจูงใจให้นักกีฬาไม่สูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้า 4. จ.เพชรบูรณ์ จัดตั้งชมรมอาสาสร้างสุขภาพในสถานศึกษาและประชาสัมพันธ์ช่องทางเลิกบุหรี่ 5. จ. เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน นนทบุรี และชลบุรี พัฒนาแกนนำอาสาสร้างสุขภาพประจำสถานศึกษา เพื่อขยายผลการทำงานอย่างต่อเนื่อง” นายพชรพรรษ์ กล่าว
นายธีระศักดิ์ เรืองสา ประธานเครือข่ายอาสาสร้างสุขภาพแห่งชาติ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า ในปี 2570-2571 เครือข่ายอาสาสร้างสุขภาพจะร่วมกับสถาบันยุวทัศน์ฯ และ สสส. สนับสนุนนโยบายกระทรวงสาธารณสุขในการส่งเสริมให้ประชาชน เด็ก และเยาวชนที่สูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้าเข้าถึงบริการเลิก โดยพัฒนาศักยภาพแกนนำเยาวชนให้สามารถชี้ช่องทางและช่วยส่งต่อเด็กและเยาวชนในสถานศึกษาเข้าสู่ระบบบริการ 4 ช่องทาง 1. คลินิกฟ้าใสในโรงพยาบาลจังหวัดหรือโรงพยาบาลอำเภอของกระทรวงสาธารณสุข 2. ศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ 1600 3. ร้านขายยาที่เข้าร่วมโครงการเภสัชอาสาพาเลิกบุหรี่ 4. ศูนย์บริการสาธารณสุขทุกแห่งของสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ตั้งเป้าสนับสนุนเด็กและเยาวชนเข้าสู่ระบบอย่างน้อย 1,200 คน และมีอัตราเลิกสำเร็จไม่น้อยกว่า 10% เพื่อให้เยาวชนเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันนักสูบหน้าใหม่ และช่วยให้เพื่อนที่ต้องการเลิกเข้าถึงบริการได้อย่างเหมาะสม




ไม่มีความคิดเห็น